ไมโครพลาสติกในร่างกาย: อันตรายที่มองไม่เห็นและวิธีกรองออกจากน้ำ

ไมโครพลาสติกในร่างกาย: อันตรายที่มองไม่เห็นและวิธีกรองออกจากน้ำ

คุณเชื่อไหมว่า? โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์เราอาจกำลังบริโภคพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเทียบเท่ากับ “บัตรเครดิต 1 ใบ” ในทุกๆ สัปดาห์! (อ้างอิงจากงานวิจัยของ WWF)

มันฟังดูน่าตกใจ แต่นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นจาก ไมโครพลาสติก” (Microplastics) ชิ้นส่วนพลาสติกขนาดจิ๋วที่ปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร อากาศ และที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำดื่ม” ที่เราขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา หรือแม้แต่น้ำบรรจุขวดใสๆ ที่ดูสะอาด ก็ไม่อาจรอดพ้นจากภัยเงียบนี้ได้ บทความนี้จะพาคุณไปดูว่ามันอันตรายแค่ไหน และเราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร

ไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติก คืออะไร? ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในน้ำดื่มเราได้?

ไมโครพลาสติก คืออนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร (บางชิ้นเล็กระดับไมครอนจนตาเปล่ามองไม่เห็น) เกิดจาก:

  1. Primary Microplastics: พลาสติกที่ถูกผลิตให้เล็กตั้งแต่ต้น เช่น เม็ดสครับในโฟมล้างหน้า หรือเส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้า

  2. Secondary Microplastics: พลาสติกชิ้นใหญ่ (ถุง, ขวด) ที่แตกสลายลงสู่แหล่งน้ำและถูกย่อยด้วยแสงแดดและคลื่นจนกลายเป็นชิ้นเล็กๆ

เมื่อพลาสติกเหล่านี้ปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำและแหล่งน้ำดิบ โรงบำบัดน้ำประปาทั่วไปที่ใช้ระบบกรองแบบมาตรฐานอาจไม่สามารถดักจับอนุภาคขนาดจิ๋วเหล่านี้ได้ทั้งหมด ทำให้มันหลุดรอดมาถึงก๊อกน้ำบ้านเรา

น้ำขวด vs น้ำประปา: แหล่งไหนมีไมโครพลาสติกมากกว่ากัน?

หลายคนคิดว่าหนีจากน้ำประปามาดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด แล้วจะปลอดภัย แต่ความจริงอาจตรงกันข้าม!

งานวิจัยจาก State University of New York ตรวจสอบน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อดังทั่วโลก พบว่า 93% ของน้ำขวดตัวอย่าง มีการปนเปื้อนไมโครพลาสติก ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก:

  • ฝาขวดและตัวขวดเอง: กระบวนการผลิตและบรรจุขวด รวมถึงการบิดเปิดฝา ทำให้เกลียวพลาสติกขนาดเล็กหลุดร่วงลงไปในน้ำ

  • แหล่งน้ำดิบ: หากกระบวนการกรองของโรงงานไม่ละเอียดพอ

กลายเป็นว่า การดื่มน้ำขวดอาจทำให้เราได้รับไมโครพลาสติกมากกว่าการดื่มน้ำประปาเสียอีก!

อันตรายต่อสุขภาพ: เมื่อพลาสติกสะสมในร่างกาย

แม้ร่างกายจะขับถ่ายพลาสติกบางส่วนออกได้ แต่ส่วนที่เล็กมากๆ (Nanoplastics) อาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสะสมในอวัยวะต่างๆ ก่อให้เกิดความเสี่ยง:

  1. การอักเสบเรื้อรัง: ร่างกายมองพลาสติกเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานตลอดเวลา นำไปสู่การอักเสบระดับเซลล์

  2. สารเคมีอันตราย: พลาสติกมักทำหน้าที่เหมือน “ฟองน้ำ” ดูดซับสารพิษ โลหะหนัก และแบคทีเรีย เข้ามาไว้ที่ตัวมัน เมื่อเรากินเข้าไป เราจึงได้รับสารพิษเหล่านั้นด้วย

  3. รบกวนฮอร์โมน: สารเคมีในพลาสติก (เช่น BPA) สามารถรบกวนระบบฮอร์โมนและการสืบพันธุ์ได้

วิธีป้องกัน: ระบบกรองน้ำแบบไหนกำจัด ไมโครพลาสติก ได้จริง?

ทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่การต้ม (เพราะพลาสติกไม่หายไปไหน) แต่คือการ “กรอง” ด้วยความละเอียดที่มากพอ

1. ระบบ RO (Reverse Osmosis) – 🏆 ดีที่สุด

ระบบ RO มีเยื่อเมมเบรนที่มีรูพรุนขนาดเล็กถึง 0.0001 ไมครอน ในขณะที่ไมโครพลาสติกส่วนใหญ่มีขนาด 2.5 ไมครอนขึ้นไป (หรือเล็กสุดคือนำโนพลาสติกก็ยังใหญ่กว่ารูพรุน RO)

  • ผลลัพธ์: ระบบ RO สามารถกั้นไมโครพลาสติกได้แทบจะ 100% รวมถึงสารเคมีที่เกาะมากับพลาสติกด้วย

2. ระบบ UF (Ultrafiltration) – ✅ ดีมาก

ระบบ UF มีความละเอียดประมาณ 0.01 ไมครอน ซึ่งละเอียดเพียงพอที่จะดักจับไมโครพลาสติกส่วนใหญ่ได้ดีเยี่ยม โดยยังคงแร่ธาตุในน้ำไว้ได้

3. ไส้กรองเซรามิกและคาร์บอนบล็อก – ⚠️ พอใช้

ไส้กรองมาตรฐาน (ความละเอียด 0.5 – 5 ไมครอน) สามารถกรองไมโครพลาสติกชิ้นใหญ่ได้ แต่ไมโครพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วอาจยังหลุดรอดไปได้

สรุป: ตัดวงจรการกินพลาสติก เริ่มต้นที่เครื่องกรองน้ำ

เราอาจหลีกเลี่ยงไมโครพลาสติกในอาหารทะเลหรืออากาศได้ยาก แต่เราสามารถ “ควบคุมสิ่งที่เราดื่ม” ได้ 100%

การเลิกซื้อน้ำขวดพลาสติกและหันมาใช้ เครื่องกรองน้ำระบบ RO หรือ UF ที่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะพลาสติกให้โลก (ลดต้นตอของปัญหา) แต่ยังเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณและครอบครัว ปลอดภัยจากการสะสมของพลาสติกในระยะยาว