คุณแม่ทราบไหมคะว่า? ในขณะที่คุณกำลังอุ้มท้อง ร่างกายของคุณไม่ได้ต้องการแค่อาหารเพิ่มขึ้น แต่ต้องการ “น้ำ” เพิ่มขึ้นมหาศาล เรามักได้ยินคำว่า “กินเผื่อลูก” แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่าต้อง “ดื่มเผื่อลูก” ทั้งที่ความจริงแล้ว น้ำคือองค์ประกอบหลักที่ห่อหุ้มปกป้องลูกน้อย (น้ำคร่ำ) และเป็นตัวกลางในการส่งสารอาหารผ่านสายสะดือ
หากคุณแม่ดื่มน้ำไม่พอ ไม่ใช่แค่ผิวแห้งหรือท้องผูก แต่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงถึงพัฒนาการของลูกน้อยได้ บทความนี้จะไขข้อข้องใจว่า คนท้อง ควรดื่มน้ำอะไร ดื่มเท่าไหร่ และทำไมน้ำถึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในช่วง 9 เดือนนี้

ทำไม “น้ำ” ถึงสำคัญเป็น 2 เท่าในช่วงตั้งครรภ์?
ร่างกายของ คนท้อง เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และน้ำเข้าไปมีบทบาทในทุกระบบ:
1. สร้าง “น้ำคร่ำ” (Amniotic Fluid)
น้ำคร่ำเปรียบเสมือน “เบาะกันกระแทก” และ “บ้าน” ของลูกน้อย ปริมาณน้ำคร่ำสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำที่คุณแม่ดื่ม หากดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจเกิดภาวะ น้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios) ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ลูกจะถูกบีบรัด หรืออวัยวะพัฒนาไม่สมบูรณ์
2. เพิ่มปริมาณเลือด (Blood Volume)
ในช่วงตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดในร่างกายคุณแม่จะ เพิ่มขึ้นสูงถึง 50% เพื่อใช้เลี้ยงดูทารก น้ำคือส่วนประกอบหลักของเลือด หากขาดน้ำ เลือดจะข้นหนืด การส่งออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ลูกก็จะทำได้ไม่ดี
3. ป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)
คนท้องมักปัสสาวะบ่อยและเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะง่ายมาก ซึ่งการติดเชื้อนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการ คลอดก่อนกำหนด ได้ การดื่มน้ำมากพอจะช่วยชะล้างแบคทีเรียและลดความเสี่ยงนี้
คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรดื่มน้ำวันละเท่าไหร่?
สถาบันการแพทย์แนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำมากกว่าคนปกติ:
-
ปริมาณแนะนำ: ประมาณ 2.3 – 3 ลิตรต่อวัน (หรือประมาณ 10-12 แก้ว)
-
วิธีสังเกต: ดูสีปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองใสหรือเหลืองจางๆ แปลว่ามาถูกทางแล้ว แต่ถ้าสีเข้มต้องรีบดื่มเพิ่มทันที
เลือกน้ำแบบไหน? ปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่และลูก
ในช่วงตั้งครรภ์ ภูมิคุ้มกันของคุณแม่จะลดต่ำลง (เพื่อไม่ให้ร่างกายต่อต้านทารก) ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่าปกติ ความสะอาดของน้ำจึงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
1. น้ำ RO (Reverse Osmosis) – ✅ แนะนำสูงสุด
น้ำที่ผ่านระบบกรอง RO คือน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส และที่สำคัญคือ ปราศจากโลหะหนัก (ตะกั่ว/ปรอท) ที่อาจทำลายสมองของทารก เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการดื่มในชีวิตประจำวัน
2. น้ำต้มสุก – 🆗 พอใช้ได้
การต้มฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ต้องมั่นใจว่าแหล่งน้ำต้นทางไม่มีสารเคมีปนเปื้อน เพราะการต้มไม่ช่วยลดสารเคมี
3. น้ำด่าง (Alkaline Water) – ⚠️ ดื่มได้แต่พอดี
น้ำด่างช่วยลดอาการกรดไหลย้อนที่พบบ่อยในคนท้องได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำด่างที่มีค่า pH สูงเกินไป (เกิน 9.0) ตลอดทั้งวัน และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำด่างพร้อมยาบำรุงครรภ์
เคล็ดลับการดื่มน้ำสำหรับแม่ท้องที่ “แพ้ท้อง”
คุณแม่หลายคนแค่นึกถึงน้ำเปล่าก็พะอืดพะอมแล้ว ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ดูค่ะ:
-
จิบทีละนิด: อย่าดื่มรวดเดียวให้จุก ให้จิบเรื่อยๆ ตลอดวัน
-
เติมรสชาติ: ฝานเลมอน ส้ม หรือใบสะระแหน่ ลงในน้ำเย็น กลิ่นหอมสดชื่นจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ดีมาก
-
กินน้ำจากผักผลไม้: แตงโม แตงกวา หรือแก้วมังกร มีน้ำเยอะ ช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อีกทาง
สรุป: ดื่มเพื่อสองชีวิต
น้ำที่คุณแม่ดื่มเข้าไป ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลายเป็นเลือด เนื้อ และน้ำคร่ำที่โอบอุ้มลูกน้อยไว้ การใส่ใจเลือกดื่มน้ำที่สะอาดจาก เครื่องกรองน้ำ ที่ได้มาตรฐาน และดื่มให้เพียงพอ คือของขวัญชิ้นแรกและชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณแม่จะมอบให้ลูกน้อยให้เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงค่ะ

