ผู้ป่วยเบาหวานกับการดื่มน้ำ: ทำไมการขาดน้ำถึงอันตรายกว่าคนทั่วไป?

ผู้ป่วยเบาหวานกับการดื่มน้ำ: ทำไมการขาดน้ำถึงอันตรายกว่าคนทั่วไป?

อาการ “คอแห้ง หิวน้ำบ่อย และปัสสาวะบ่อย” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยอันดับแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วย เบาหวาน หลายคนพยายามควบคุมแป้งและน้ำตาลอย่างเคร่งครัด แต่กลับละเลยเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่าง “การดื่มน้ำ” ทั้งที่ความจริงแล้ว น้ำเปล่ามีความสำคัญพอๆ กับยาลดน้ำตาลในการช่วยประคองอาการของโรค

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำมากกว่าคนทั่วไป? และการดื่มน้ำที่ถูกวิธีจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบที่จะช่วยให้คุณดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

เบาหวาน

วงจรอุบาทว์: น้ำตาลสูง = ร่างกายขาดน้ำ

ความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำตาลในเลือด” และ “น้ำในร่างกาย” เป็นเรื่องของกลไกการเอาตัวรอดของร่างกาย:

  1. ไตทำงานหนัก: เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ ร่างกายจะพยายามกำจัดน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ

  2. ดึงน้ำออก: ไตไม่สามารถขับน้ำตาลออกมาเป็นผงได้ มันต้องใช้น้ำในร่างกายปริมาณมหาศาลเพื่อละลายน้ำตาลและขับออกมา (นี่คือสาเหตุที่ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือ Polyuria)

  3. ภาวะขาดน้ำ: เมื่อน้ำถูกดึงออกไปกับปัสสาวะ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ทำให้เลือดข้นหนืดขึ้น

  4. น้ำตาลยิ่งพุ่งสูง: เมื่อเลือดข้นเพราะน้ำน้อย ความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรที่ทำให้อาการแย่ลงเรื่อยๆ

น้ำเปล่า: ฮีโร่ช่วย “เจือจาง” ความหวานในเลือด

การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในน้ำเชื่อมที่ข้นหนืด มันช่วยร่างกายผู้ป่วย เบาหวาน ได้ 3 ทางหลัก:

1. ลดความเข้มข้นของน้ำตาล

การดื่มน้ำเข้าไปจะช่วยเพิ่มปริมาตรของพลาสมาในเลือด ทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาลเจือจางลงทันที ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะเลือดเป็นกรด (DKA) หรือภาวะเลือดข้นเกินไป

2. ช่วยไตขับน้ำตาล

น้ำที่เพียงพอจะช่วยให้ไตทำงานกรองของเสียได้สะดวกขึ้น ช่วยพาน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ควบคุมความอยากอาหาร

บ่อยครั้งที่สมองสับสนระหว่าง “ความหิว” กับ “ความกระหาย” การดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากกินจุกจิก และช่วยคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเบาหวาน

คำแนะนำ: ผู้ป่วยเบาหวานควรดื่มน้ำอย่างไร?

1. ปริมาณที่เหมาะสม

  • ผู้ชาย: ประมาณ 2.5 – 3 ลิตรต่อวัน

  • ผู้หญิง: ประมาณ 2 – 2.5 ลิตรต่อวัน

  • หมายเหตุ: หากมีโรคไตหรือโรคหัวใจร่วมด้วย ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อจำกัดปริมาณน้ำ

2. เลือกน้ำที่ “ไม่มีแคลอรี่” เท่านั้น

  • น้ำเปล่า (น้ำกรอง/น้ำ RO): ดีที่สุด เพราะสะอาดและไม่มีน้ำตาล

  • น้ำด่าง (Alkaline Water): มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าอาจช่วยลดความหนืดของเลือดได้ดีหลังออกกำลังกาย

  • ชาไม่ใส่น้ำตาล: ชาเขียวร้อนหรือเย็น (ไม่หวาน)

  • น้ำผลไม้: แม้จะคั้นสด แต่น้ำตาลฟรุกโตสสูงมาก ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งปรี๊ด

  • เครื่องดื่มเกลือแร่: มักมีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานยกเว้นกรณีน้ำตาลตกฉุกเฉิน

3. อย่ารอกระหาย

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมาก ระบบประสาทรับความรู้สึกอาจเสื่อมถอย ทำให้ไม่รู้สึกกระหายน้ำแม้ร่างกายจะขาดน้ำแล้ว จึงควรจิบน้ำเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน

สรุป: น้ำสะอาดคือส่วนหนึ่งของการรักษา

อย่ามองข้ามพลังของน้ำเปล่า การรักษาระดับน้ำในร่างกายให้สมดุลคือวิธีที่ง่ายที่สุดและประหยัดที่สุดในการช่วยให้ไตขับน้ำตาลส่วนเกิน และป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจาก โรคเบาหวาน

เคล็ดลับ: พกกระติกน้ำติดตัวไว้เสมอ และหากคุณติดรสหวาน ลองใส่มะนาวฝานบางๆ ลงในน้ำเย็น เพื่อเพิ่มความสดชื่นโดยไม่เพิ่มน้ำตาล