หลายคนเข้าใจผิดว่าเครื่องกรองน้ำซื้อมาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรอีก เพียงแค่ใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสีย ความจริงแล้ว ไส้กรองน้ำมีอายุการใช้งาน โดยหลังจากกรองน้ำไปยังระยะเวลาหนึ่ง ไส้กรองจะอิ่มตัวไปด้วยสิ่งปนเปื้อน เช่น หาก Sediment Filter (ไส้กรองทราย) จะสะสมได้หาด โคลน และสารอื่นๆ จนกว่าจะพนไม่ไหล ในขณะนั้น ไส้กรองจะไม่สามารถกรองสิ่งปนเปื้อนใหม่ได้อีก และน้ำอาจผ่านมาด้วยปนเปื้อนต่างๆ หรือบางครั้ง ยิ่งแย่กว่านั้น แบคทีเรีย เชื้อรา ขึ้นเป็นเป็นขึ้น ในไส้กรองเก่าที่อิ่มตัว เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้คูณขยายตัว ก็จะหลุดออกมาในน้ำดื่มของคุณ ดังนั้นการเปลี่ยนไส้กรองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้น้ำรักษาความสะอาด ปลอดภัย และมีรสชาติดี เหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญ
ประเภทไส้กรองน้ำและอายุการใช้งาน
เครื่องกรองน้ำส่วนใหญ่มีไส้กรองหลายชั้น แต่ละชั้นหนึ่งมีการใช้งานต่างกัน และอายุการใช้งานแตกต่างกัน ไส้กรองแรก คือ Sediment Filter (Sediment Cartridge) หรือไส้กรองทราย ใช้กรองสิ่งแขวนลอย เช่น ทราย หาด โคลน ตะกอน ท่อแตก เป็นต้น ไส้กรองนี้โดยทั่วไปสามารถใช้ได้ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับความสกปรกของแหล่งน้ำ ไส้กรองที่สอง คือ Pre-Carbon Filter หรือ Activated Carbon Filter (ตัวแรก) ใช้กรองสารเคมี กลิ่น รส ของ Chlorine และสารอัสดโลหะอื่นๆ ไส้กรองนี้สามารถใช้ได้ 6-12 เดือน ไส้กรองที่สาม คือ RO Membrane หรือ Reverse Osmosis Membrane ใช้กรองโลหะหนัก แบคทีเรีย ไวรัส และสารปนเปื้อนขนาดเล็ก ไส้กรองนี้สามารถใช้ได้นาน 24-36 เดือน หรือ 2-3 ปี ถือเป็นไส้กรองที่คุ้มค่าที่สุด ไส้กรองที่สี่ คือ Post-Carbon Filter หรือ Activated Carbon Filter (ตัวที่สอง) ใช้ปรับปรุงรสชาติ กลิ่น และสีของน้ำเสร็จ อายุประมาณ 6-12 เดือน ไส้กรองที่ห้า (ในบางระบบ) คือ UV Lamp หรือแสงอัลตราไวโอเลต ใช้ฆ่าแบคทีเรียและไวรัสที่เหลืออยู่ UV Lamp สามารถใช้ได้ 12 เดือน ไส้กรองที่หก (ตัวเลือก) คือ Alkaline Filter หรือ Mineral Filter ใช้เพิ่มแร่ธาตุดีๆ ให้น้ำ อายุประมาณ 12-18 เดือน
สัญญาณบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรอง
ความจริงแล้ว เป้าหมายที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนไส้กรองตามเวลาที่ผลิตกำหนด ไม่ใช่รอจนกว่าจะมีเหตุการณ์เลวร้าย แต่ถ้าคุณลืม หรือต้องการทราบว่าไส้กรองเสื่อมลงแล้ว มีสัญญาณหลายประการที่บอกคุณได้ แรก ปริมาณน้ำที่ไหลออกลดลง ถ้า Sediment Filter อิ่มตัว ความดันที่ผ่านน้ำจะลดลง น้ำไหลช้ากว่าปกติ สัญญาณนี้บ่งชี้ว่า Sediment Filter อาจต้องเปลี่ยนแล้ว ที่สอง มีกลิ่นหรือรส Chlorine ที่แรงขึ้น ถ้า Pre-Carbon Filter หมด Chlorine จะผ่านมาได้ ดังนั้นกลิ่นมือจะเพิ่มขึ้น สัญญาณนี้บ่งชี้ว่า Carbon Filter ต้องเปลี่ยน ที่สาม น้ำขุ่นหรือมีสี ถ้า Sediment Filter อิ่มตัว หรือ RO Membrane เสื่อมลง สิ่งปนเปื้อนจะผ่านมาและทำให้น้ำขุ่นได้ ที่สี่ ค่า TDS เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าวัด TDS ทุกสัปดาห์เหมือนกับก่อน แต่วันหนึ่งก็พบว่า TDS เพิ่มขึ้นมากเดือนการใช้นั่นแสดงว่า RO Membrane เสื่อมลง ที่ห้า น้ำไม่สะอาด หรือขาดแร่ธาตุ (ถ้า Alkaline Filter ใช้งาน) ที่หก เครื่องกรองแสดงสัญญาณเตือน (ถ้าติดเซนเซอร์ที่แสดงอายุการใช้)
5 ขั้นตอนการเปลี่ยนไส้กรองที่บ้าน
ขั้นตอนแรก เตรียมอุปกรณ์และสถานที่ ก่อนเปลี่ยนไส้กรอง ต้องเตรียมสิ่งของ เช่น ไส้กรองใหม่ที่ซื้อเอาไว้ (ต้องเป็นรุ่นเดียวกับเดิม) ถังเก็บน้ำหรือถังน้ำเปล่า เพื่อรองรับน้ำที่หลุดออกมา ไขควง (อาจต้อง) ผ้าสะอาด และน้ำสะอาดประมาณ 1 ลิตร จากนั้น ปิดอุปกรณ์กรองน้ำ และปิดวาล์วน้ำที่ป้อนเข้า เครื่องกรองน้ำ ถ้าหากเครื่องกรองมีวาล์ว ปิดวาล์วเพื่อหยุดการไหลของน้ำ หลังจากนั้น เปิดก๊อกน้ำดื่มจากเครื่องกรองจนกว่าน้ำจะหมด ซึ่งจะช่วยลดแรงดันภายในระบบ
ขั้นตอนที่สอง เปิดตัวเรือน (housing) ของเครื่องกรอง ตัวเรือนหรือตัวถังเครื่องกรองมักมีฝาปิด ถ้ามี ต้องเปิดออก หากฝาหนาด (screw-on) ให้ใช้มือหมุนทวนเข็มนาฬิกา ถ้าฝาหนาหลัง (ไขควง) ให้ใช้ไขควงออก บางแบบมีตัวหนีบ (clip) ให้หนีบออก ปะติดปะต่อนี้ต้องอย่างระวัง เพื่อไม่ให้น้ำหกออกมา ขั้นตอนที่สาม นำไส้กรองเก่าออก เมื่อเปิดตัวเรือนออกแล้ว คุณจะเห็นไส้กรองเก่าอยู่ข้างใน ให้ดึงมันออกมาอย่างระวัง อาจมีน้ำติดอยู่บ้าง เอาไส้กรองเก่าไปโยนในถังขยะหรือนำไปรีไซเคิล (บางโรงแรมหรือหน่วยงานท่องเที่ยวรับเอาไส้กรองเก่า)ขั้นตอนที่สี่ ล้างตัวเรือนและใส่ไส้กรองใหม่ ก่อนใส่ไส้กรองใหม่ ควรล้างตัวเรือนด้วยน้ำสะอาด (distilled water หรือน้ำประสาท) เพื่อลบเศษหรือขยะที่เหลือ จากนั้น นำไส้กรองใหม่ออกจากกล่องหรือถุง และจิ่มปลายไส้กรองลงในน้ำประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ไส้กรองอิ่มตัว (ใช้ได้กับ Carbon Filter เป็นหลัก) จากนั้นใส่ไส้กรองใหม่เข้าไปในตัวเรือน และปรับให้ตั้งหลัก
ขั้นตอนที่ห้า ปิดตัวเรือนและฟลัชระบบ ปิดฝาตัวเรือนให้แน่นขึ้น หลังจากปิดแล้ว เปิดวาล์วน้ำเข้าเครื่องกรอง และปิดเปิดวาล์วท้ายเครื่องกรอง เปิดก๊อกน้ำดื่มแล้วปล่อยให้น้ำไหลออกมาประมาณ 3-5 นาที เพื่อ “ล้างระบบ” (flushing) นี่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่า Carbon ใหม่จะปล่อยคาร์บอนผงอยู่บ้าง และน้ำแรกๆ อาจเป็นสีเล็กน้อยหรือมีรสชาติแปลก ขั้นตอนสำคัญ อย่าลืมจดบันทึกวันที่เปลี่ยนไส้กรอง เพื่อไม่ให้ลืมในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่ เครื่องกรองดีๆ จะมีแท้ทอกเวลาติดที่ด้านข้างของไส้กรอง ดังนั้นจดวันที่ของลงบนไส้กรองด้วยปากกาถาวร
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องการ
เครื่องมือที่จำเป็นอย่างไม่มากนัก ส่วนใหญ่คุณอาจมีอยู่แล้วในบ้าน ไขควง (Screwdriver) ต้องมีเพื่อเปิดฝาบางรุ่นที่ใช้สกรู ถังหรือภาชนะ เพื่อรองรับน้ำที่หลุดออกมา ผ้าสะอาด เพื่อเช็ดหรือเก็บน้ำที่ล้น ซีลเทป (Teflon Tape) หรือซีลธรรมชาติ บางเครื่องกรองมีสกรูที่ต้องสร้างสนิทสมหวัง หากสกรูไม่สนิท อาจมีน้ำรั่ว ซีลเทปช่วยลดปัญหา Wrench หรือเครื่องมือหนีบ สำหรับบางรุ่นที่ต้องหมุนส่วนต่างๆ ให้ได้ ตัวใหม่ (ไส้กรองใหม่) ที่ใกล้ เหมือนเดิม น้ำสะอาด (Distilled Water) ประมาณ 1-2 ลิตร เพื่อล้างระบบและแช่ไส้กรองใหม่ หลายคนลืมสิ่งนี้ แต่จริงๆ แล้ว มีน้ำประปาทั่วไปก็ได้ เพราะเราจะล้างเป็นอย่างไรในภายหลังอยู่ดีจดบันทึก และปากกา เพื่อจดวันที่เปลี่ยนไส้กรองให้ชัดเจน
คู่มือเปลี่ยนไส้กรองตามแบรนด์ยอดนิยม
แบรนด์ Coway ซึ่งเป็นแบรนด์เกาหลีที่นิยมในไทย มีเครื่องกรองน้ำหลากหลายรุ่น การเปลี่ยนไส้กรองนั้นง่าย เพียงเปิดฝาด้านข้าง ดึงไส้กรองเก่าออก ใส่ไส้กรองใหม่ ปิดฝากลับเข้า ระบบสมาร์ท ของ Coway จะเซ็นรีเซ็ตนับเองเมื่อใส่ไส้กรองใหม่ แบรนด์ 3M ซึ่งเป็นแบรนด์อเมริกันมีชื่อเสียง การเปลี่ยนไส้กรองของ 3M ก็ง่ายเช่นกัน มีฝากด้านข้าง เปิดออก ดึงไส้กรองเก่า ใส่ใหม่ ปิดเข้า รายละเอียดอยู่ในคู่มือ แบรนด์ Xiaomi ที่จำหน่ายผ่านออนไลน์ เครื่องกรองของพวกเขามักมีตัวถังทรงกระบอก เปิดฝาด้านบนหรือด้านข้าง ดึงไส้กรองเก่าออก ไส้กรองใหม่เข้า ปิดฝา นอกจากนี้ยังมี Mitsubishi, AO Smith, และ Philips เพื่อให้ง่าย แต่ละแบรนด์ มักจะมีคู่มือการเปลี่ยนไส้กรองในกล่องหรือโปสเตอร์ติดขอบเครื่องกรอง หากลืมวิธี ลองอ่านคู่มือหรือดูวีดีโอสอนบน YouTube ได้
ค่าใช้จ่ายรายปีในการเปลี่ยนไส้กรอง
ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรองขึ้นอยู่กับประเภทและจำนวนไส้กรองที่ต้องเปลี่ยน สำหรับระบบ RO แบบมัลติเสตจ์ (Multi-Stage RO) ทั่วไป ต้องเปลี่ยนไส้กรองหลากหลายชั้นในระหว่างปี Sediment Filter แต่ละตัว ราคาประมาณ 300-800 บาท ต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน Pre-Carbon Filter ราคาประมาณ 400-1,000 บาท ต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน RO Membrane ราคาประมาณ 2,000-5,000 บาท ต้องเปลี่ยนทุก 2-3 ปี Post-Carbon Filter ราคาประมาณ 500-1,200 บาท ต้องเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน UV Lamp (ถ้ามี) ราคาประมาณ 1,500-3,000 บาท ต้องเปลี่ยนทุกปี Alkaline Filter (ถ้ามี) ราคาประมาณ 800-2,000 บาท ต้องเปลี่ยนทุก 12-18 เดือน ดังนั้น สำหรับครอบครัวทั่วไปที่ใช้เครื่องกรอง RO ทั่วไป ค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 5,000-15,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนไส้กรองและอายุของมัน) แต่ถ้าคุณเลือกเครื่องกรองแบบเช่า ซึ่งหลายบริษัทเสนอบริการเช่า คุณจะจ่ายค่าเช่าเดือนละ 400-800 บาท และบริษัทจะเปลี่ยนไส้กรองให้อย่างฟรี ดังนั้นคุณอาจประหยัดค่าใช้จ่ายได้หากเลือกเช่าแทนซื้อ
วิธีดูแลรักษาเครื่องกรองน้ำให้อายุยืนนาน
นอกจากการเปลี่ยนไส้กรองตามเวลา ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยให้เครื่องกรองน้ำอยู่ได้นาน และทำงานได้ดี ประเด็นแรก คือการล้างแทนก์เก็บน้ำ (RO Tank) อย่างน้อยทุก 3 เดือน ยิ่งคุณล้างบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีแบคทีเรีย และสิ่งสกปรกอยู่ในแทนก์ได้ประเด็นที่สอง คือการทำความสะอาดตัวเรือนนอกถั่วเท่าไหร่ แล้วเช็ดน้ำมือเพื่อไม่ให้สิ่งปนเปื้อนเข้าไปในเครื่องกรอง ประเด็นที่สาม คือการดูแลดัดแปลง (UV Lamp) ถ้ามี คือการตรวจสอบว่า UV Lamp ยังเรืองแสงหรือไม่ หากแสงหรือรอ ต้องเปลี่ยนทันทีแม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลา ประเด็นที่สี่ คือการใช้งานอย่างปกติ ไม่ควรเก็บไว้เปล่าหลายเดือนโดยไม่ใช้ เพราะแบคทีเรียอาจคูณขยายตัวในระบบ
ที่ซื้อไส้กรองใหม่ในไทย
ที่ไหนที่คุณสามารถซื้อไส้กรองใหม่ได้ ร้านค้าออนไลน์เช่น Shopee, Lazada หรือ Thailand MallOne มีความหลากหลายของแบรนด์และราคา และส่วนใหญ่มีข้อมูลรายละเอียดเพื่อให้คุณเลือกถูกต้อง ร้านก่อสัญญานการเดินเท้า เช่น Home Center, B2S, หรือร้านสินค้าไฟฟ้า เช่น Altec, Major Cineplex เหล่านี้มี ไส้กรองน้ำ และพนักงานให้คำปรึกษา ศูนย์บริการของเครื่องกรองน้ำโดยตรง เช่น ศูนย์บริการ Coway, 3M, หรือ Xiaomi สามารถใช้ไส้กรองตรงมาตรฐาน และได้รับคำปรึกษาสำเร็จรูป ห้องแสดงสินค้า (Showroom) ของเครื่องกรองน้ำทั่วไป สามารถติดต่อได้ ที่โทรศัพท์ นอกจากนี้ หลายบริษัทยังมีการส่งไส้กรองมาให้อย่างสม่ำเสมอหากคุณติดตั้งเครื่องกรองมาจากพวกเขา
ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อเปลี่ยนไส้กรอง
ข้อผิดพลาดแรก คือการเลือกรุ่นไส้กรองผิด ต้องแน่ใจว่าเลือกไส้กรองที่ตรงกับรุ่นของเครื่องกรองพอดี เพราะถ้าซื้อผิดรุ่น มันจะใช้ไม่ได้หรือเข้าไม่ได้ วิธีแก้คือตรวจสอบรุ่นเครื่องกรองของคุณ ขึ้นตรวจสอบบนกล่องหรือคู่มือ ข้อผิดพลาดที่สอง คือไม่ฟลัชระบบ (Flushing) หลังเปลี่ยนไส้กรองใหม่ หากไม่ฟลัช น้ำแรกๆ อาจมีคาร์บอนผงหรือสารอื่นอยู่ได้ ต้องปล่อยให้น้ำไหลออกไป 5-10 นาที ข้อผิดพลาดที่สาม คือการไม่จดบันทึกวันที่เปลี่ยน จึงลืมเวลาเปลี่ยนครั้งต่อไป ข้อผิดพลาดที่สี่ คือการไม่ปิดวาล์วน้ำเข้า หรือปิดโปรแกรมเครื่องกรอง ก่อนเปลี่ยนไส้กรอง ทำให้มีน้ำไหลออกมาเกลื่อน ข้อผิดพลาดที่ห้า คือการหนีบหรือหมุนไส้กรองเก่าหรือใหม่อย่างแรง หรือการสำเร็จรูปไม่ให้แน่นหรือลวกเกินไป อาจทำให้ไส้กรองเสียหายหรือท่อแตก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนไส้กรอง
คำถาม: “ต้องเปลี่ยนไส้กรองทั้งหมดพร้อมกัน หรือเปลี่ยนทีละตัว?” คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดพร้อมกัน แต่ละไส้กรองมีอายุแตกต่างกัน ดังนั้นเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็สามารถปรับปรุงเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองเงิน คำถาม: “ถ้าไม่เปลี่ยนไส้กรอง จะเกิดอะไรขึ้น?” คำตอบ: น้ำจะขุ่น มีกลิ่นแปลก ปริมาณน้ำที่ไหลออกลดลง และแบคทีเรียจะเพิ่มขึ้น สุดท้าย ความปลอดภัยของน้ำดื่มจะลดลง คำถาม: “ซื้อไส้กรองเบื่องน้อยหรือเยอะเท่าไหร่ดี?” คำตอบ: แนะนำให้ซื้อสตอ็ก 1-2 ตัวสำหรับแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้ขาดตอนต้องเปลี่ยน แต่อย่าเก็บไว้นานเกินไป เพราะไส้กรองอาจเสื่อมลงเมื่อเวลาผ่านไป คำถาม: “ใช้บริการช่างเปลี่ยนไส้กรองหรือเปลี่ยนเองดีกว่า?” คำตอบ: เปลี่ยนเองประหยัดค่าบริการ (ประมาณ 500-1,000 บาท) และไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าเกรงว่า ให้เรียกช่างช่วยได้
สรุปและคำแนะนำ
การเปลี่ยนไส้กรองน้ำนั้นสำคัญและจำเป็น เพื่อให้เครื่องกรองน้ำทำงานได้ดี ดังนั้นให้ปฏิบัติตามแผนการเปลี่ยนไส้กรองของตัวเอง แต่แหล่งให้จดบันทึกวันที่เปลี่ยนไส้กรอง และกำหนดอีกการเปลี่ยน ปฏิบัติตามขั้นตอน 5 ขั้นตอนที่บอกข้างต้น และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด และในที่สุด การลงทุนเพียงเล็กน้อยในการเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่คือ “น้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย และมีสุขภาพดี” สำหรับครอบครัวของคุณ
