ปัญหาที่พบได้บ่อยคือมนุษย์มีแนวโน้มที่จะซื้อตามคำบอกจากพนักงานขาย หรือตามความต้องการของสมาชิกครอบครัวที่อื่น โดยไม่ทำการทดสอบน้ำของบ้านตนเองให้แน่นอน ครอบครัวจึงกลายเป็นการซื้อเครื่องกรองน้ำ RO ราคา 20,000 บาท ขึ้นไป ทั้งที่บ้านอยู่ในพื้นที่ที่น้ำมีคุณภาพดี และเพียงแค่เครื่องกรองแบบเรียบง่าย 5,000-8,000 บาท ก็เพียงพอแล้ว ในทางตรงกันข้าม บางครอบครัวซื้อเครื่องกรองราคาถูก ทั้งที่บ้านมีปัญหาน้ำแข็งหรือการปนเปื้อนสารเคมี ทำให้น้ำที่ออกมาจากเครื่องไม่ปลอดภัย หรือไม่บริสุทธิ์พอ Checklist นี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้คะแนนและรู้ว่าต้องใช้ระบบกรองแบบไหน โดยไม่ต้องพึ่งพาคำแนะนำของผู้ขายที่อาจมีอคติ
ทำไม Checklist จึงจำเป็น
Checklist เป็นการปกป้องตัวเองจากการลงทุนที่ไม่ประหยัด ปัญหาการซื้อเครื่องกรองน้ำที่ผิดพอดีคือ แม้ว่าเครื่องจะมีคุณภาพดี แต่ถ้าไม่เหมาะกับสภาพน้ำบ้านคุณ มันก็ไม่คุ้มค่า หรือแย่ไปกว่านั้น อาจให้คุณน้ำบริสุทธิ์มากเกินไป ซึ่งหมายความว่าน้ำขาดแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ เป็นปัญหาด้านสุขภาพ ในทางกลับกัน บางครอบครัวซื้อเครื่องกรองแบบ UF ทั้งที่น้ำบ้านมีคลอรีนหลาย และ Activated Carbon ซึ่งจำเป็นสำหรับลบคลอรีน ไม่ได้ใช้ ผลคือน้ำยังคงมีกลิ่นและรสชาติไม่พึงประสงค์ Checklist จึงช่วยให้คุณตัดสินใจแบบฉลาดและประหยัดเงิน
ข้อ 1: วัดค่า TDS ของน้ำประปา
ค่า TDS หรือ Total Dissolved Solids คือการวัดปริมาณของสารแข็งที่ละลายอยู่ในน้ำ ใช้หน่วย ppm (parts per million) หรือ mg/L ค่า TDS ต่ำหมายความว่าน้ำมีแร่ธาตุ เกลือ และสารอืน ๆ ที่ละลายอยู่น้อย ค่า TDS สูงหมายความว่าน้ำมี สารละลายมากมาย วิธีการวัดค่า TDS นั้นง่ายมาก คุณสามารถซื้อเครื่องวัด TDS Meter ได้ราคาประมาณ 100-300 บาท ที่ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือออนไลน์ ใช้วิธีง่ายๆ คือ บอกจากน้ำประปาลงในแก้วได้มากกว่า 100 มล. เอาเครื่องวัด TDS Meter ที่เปิดสวิตช์เข้าไปในน้ำ และรอสักครู่ที่ หน้าจออ่านตัวเลข นั่นคือค่า TDS ของน้ำ
ตารางแปลผลค่า TDS: ค่า TDS น้อยกว่า 50 ppm ถือว่า น้ำบริสุทธิ์มากเกินไป อาจขาดแร่ธาตุ ใช้ระบบ Activated Carbon เท่านั้นก็ได้ ค่า TDS 50-150 ppm ถือว่าปกติ และดีต่อสุขภาพ ใช้ Activated Carbon หรือ UF ก็พอ ค่า TDS 150-300 ppm ถือว่าปานกลาง อาจมีการแข็งตัวบ้าง ควรใช้ UF หรือ RO ค่า TDS มากกว่า 300 ppm ถือว่าสูงมาก น้ำมีแร่ธาตุเยอะ ต้องใช้ RO เป็นแน่นอน
ข้อ 2: สังเกตสีและกลิ่นของน้ำ
ให้เก็บน้ำประปาลงแก้วใสสีขาว และดูด้วยตาเปล่า หากน้ำมีสีอื่น เช่น สีเหลือง สีส้ม หรือสีน้ำตาล มันหมายความว่าน้ำมีสารตะกรัน หรือสารอินทรีย์จำนวนมาก ควรใช้ระบบกรองแบบ RO ต่อ UV เกลือกลิ่นของน้ำ หากมีกลิ่นคลอรีน กลิ่นดิน หรืออื่นๆ ที่ไม่พึงประสงค์ มันหมายความว่า Activated Carbon ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบกรอง หากน้ำมีกลิ่นเหม็น หรือสีเข้ม รสชาติเค็ม ต้องใช้ RO เพื่อให้ลบออกได้ดี
ข้อ 3: จำนวนคนในครอบครัว
หากบ้านคุณมี 1-3 คน ปริมาณน้ากรองที่ต้องใช้ต่อวันประมาณ 30-50 ลิตร เครื่องกรองแบบเล็ก หรือแบบที่มีถังเก็บน้ำเล็ก ก็พอใช้ได้ หากบ้านมี 4-5 คน ต้องใช้ 60-100 ลิตรต่อวัน ต้องหาเครื่องที่มีก็ปเด่าต้องสูงขึ้น หากมี 6 คนขึ้นไป ต้องใช้มากกว่า 100 ลิตร วันเดียว อาจต้องติดตั้งเครื่องสองเครื่อง หรือเครื่องที่มีโฟกัสบ้าง การเลือกปริมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ครอบครัวต้องรอน้ำกรองเนื่องจากให้ไม่ทัน
ข้อ 4: มีเด็กเล็กหรือสมาชิกที่ป่วย
หากบ้านมีเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 5 ปี) หรือมีสมาชิกที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความบริสุทธิ์ของน้ำต้องสูงเป็นอย่างมาก ต้องใช้ระบบ RO และ UV เพื่อให้ปลอดภัยจากแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค หากบ้านมีเพียงผู้ใหญ่สมบูรณ์สุขภาพ ระบบ UF หรือ Activated Carbon ก็อาจเพียงพอได้
ข้อ 5: ต้องการน้ำร้อน/น้ำเย็นหรือไม่
หากคุณต้องการน้ำร้อนหรือน้ำเย็นจากเครื่องกรอง นั่นคือฟีเจอร์พิเศษที่ต้องเสียเงินพิเศษ เครื่องที่มีฟีเจอร์เหล่านี้มักจะมีราคาสูงกว่า 5,000-10,000 บาท หากคุณมีงบประมาณน้อย และไม่คิดว่าน้ำเย็นจำเป็นเร่งด่วน ลดฟีเจอร์นี้ลงจะช่วยประหยัด
ข้อ 6: งบประมาณของคุณ
ต้องพิจารณาทั้งราคาตั้งแต่ต้น และค่าบำรุงรักษาต่อปี เครื่องที่ราคาตั้นตั้งแต่ต้นต่ำอาจมีค่าบำรุงรักษาสูง และในเวลา 3-5 ปี ค่ารวมอาจแพงกว่า ให้คิดตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งปกติ 5-10 ปี
ข้อ 7: ค่าบำรุงรักษาต่อปี
ต้องถามแบรนด์หรือผู้ขายว่า ค่าเปลี่ยนตัวกรองต่อครั้ง และต้องเปลี่ยนกี่ครั้งต่อปี บวกค่าติดตั้งหรือบริการอื่นๆ หากค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ 1,500-2,500 บาทต่อปี ถือว่าเศรษฐ หากมากกว่า 5,000 บาทต่อปี ต้องคิดดีๆ ว่าจ่ายได้ต่อ
แปลผลคะแนนรวม
ให้คะแนนข้อ 1 (TDS): หากค่า TDS น้อยกว่า 150 ได้ 1 คะแนน หากเท่ากับ 150-300 ได้ 2 คะแนน หากมากกว่า 300 ได้ 3 คะแนน ข้อ 2 (สีและกลิ่น): หากน้ำใสและไม่มีกลิ่น ได้ 1 คะแนน หากมีอาการเล็กน้อย ได้ 2 คะแนน หากมีปัญหาเห็นได้ชัด ได้ 3 คะแนน ข้อ 3 (จำนวนคน): 1-3 คน ได้ 1 คะแนน 4-5 คน ได้ 2 คะแนน 6 คนขึ้นไป ได้ 3 คะแนน ข้อ 4 (เด็กเล็กหรือผู้ป่วย): ไม่มี ได้ 1 คะแนน มี ได้ 2 คะแนน ข้อ 5 (น้ำร้อน/เย็น): ไม่ต้องการ ได้ 1 คะแนน ต้องการ ได้ 2 คะแนน ข้อ 6 (งบประมาณ): 5,000-10,000 บาท ได้ 1 คะแนน 10,000-15,000 บาท ได้ 2 คะแนน มากกว่า 15,000 บาท ได้ 3 คะแนน ข้อ 7 (ค่าบำรุงรักษา): ต่ำกว่า 2,500 บาท/ปี ได้ 1 คะแนน 2,500-5,000 บาท/ปี ได้ 2 คะแนน มากกว่า 5,000 บาท/ปี ได้ 3 คะแนน
คะแนนรวม 7-10 คะแนน: ใช้ระบบ Activated Carbon หรือ UF เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ RO ประหยัดได้มาก คะแนนรวม 11-14 คะแนน: ใช้ระบบ UF + UV หรือ RO ที่มีค่าน้ำเสีย ต่ำ ถือว่าเหมาะสม คะแนนรวม 15 คะแนนขึ้นไป: ใช้ระบบ RO เต็มรูปแบบ รวม UV และ Activated Carbon สำหรับความปลอดภัยสูงสุด
ตัวอย่างจริง: บ้าน 3 แบบ
ตัวอย่างที่ 1: บ้านลุง สมชาย อยู่ย่านสุขุมวิท กรุงเทพ จำนวน 3 คน เด็กเล็กไม่มี ทดสอบ TDS ได้ 85 ppm น้ำใสไม่มีกลิ่น ไม่ต้องน้ำร้อน งบประมาณ 8,000 บาท คะแนนรวม 1+1+1+1+1+1+1 = 7 คะแนน สูตรลุง ควรเลือกเครื่องกรองแบบ UF ราคา 5,000-8,000 บาท ประหยัดเงินได้มากเพราะไม่จำเป็นต้องใช้ RO
ตัวอย่างที่ 2: บ้านคุณ สมหญิง อยู่หนองคาย จำนวน 5 คน มีเด็กเล็ก 2 คน ทดสอบ TDS ได้ 280 ppm น้ำมีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นโคลนบ้าง ต้องน้ำเย็นด้วย งบประมาณ 20,000 บาท คะแนนรวม 2+2+2+2+2+3+1 = 14 คะแนน คุณ สมหญิง ควรเลือกเครื่อง RO ที่มี UV และ Activated Carbon เช่น Coway หรือ Mitsubishi Cleansui ราคา 15,000-20,000 บาท
ตัวอย่างที่ 3: บ้านคุณ วิทยา อยู่พัทยา จำนวน 4 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน ทดสอบ TDS ได้ 350 ppm น้ำมีสีขุ่น กลิ่นแปลก งบประมาณ 12,000 บาท ค่าบำรุงรักษาต่อปี 4,000 บาท คะแนนรวม 3+3+2+2+1+2+2 = 15 คะแนน คุณ วิทยา ควรเลือกเครื่อง RO ที่มี UV เพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุ อาจต้องบูจากเครื่องแพงขึ้นหน่อย ประมาณ 15,000 บาท
สรุป
Checklist นี้ช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อเครื่องกรองน้ำโดยใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่โดยสุ่มหรือบอก ดีกว่าคำแนะนำที่อาจมีอคติ วิธีทำคือ ทำ 7 ข้อข้างต้น จดคะแนน บวกรวม และตีความผล แล้วคุณจะรู้ว่าจริงแล้วบ้านคุณต้องการระบบกรองแบบไหน สามารถซื้อถูกตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ต้องเดาสุ่มหรือหาย
