น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต CKD เลือกแบบไหนปลอดภัย ปี 2026?

น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต CKD เลือกแบบไหนปลอดภัย ปี 2026?

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease — CKD) ในไทยมีกว่า 8 ล้านคน เป็นโรคที่ต้องระวังเรื่องน้ำดื่มเป็นพิเศษ เพราะไตที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่สามารถกรองแร่ธาตุและน้ำส่วนเกินออกได้ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ต้องเลือกอย่างระวังทั้งปริมาณและประเภท บทความนี้สรุปคำแนะนำที่อิงงานวิจัยและคำแนะนำจากแพทย์โรคไต พร้อมข้อควรระวังตามระยะของโรค

ก่อนเริ่ม ถ้าผู้ป่วยมีโรคเบาหวานร่วมด้วย อ่าน น้ำดื่มผู้ป่วยเบาหวาน เพราะหลายคนเป็นทั้งคู่ ต้องพิจารณาทั้ง 2 โรค

ทำไม น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ต้องเลือกระวัง

1. ไตที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

ไตปกติกรองน้ำได้ 120 มล./นาที (GFR = 120) ผู้ป่วย CKD ระยะ 4 มี GFR แค่ 15–29 = กรองได้ 1/4 ของปกติ — ดื่มน้ำมากเกินอาจเกิด Fluid Overload

2. แร่ธาตุในน้ำสะสมในเลือด

ผู้ป่วย CKD ขับ Potassium, Phosphorus, Sodium ได้น้อยกว่าคนปกติ — สะสมในเลือดทำให้เกิดอันตราย

3. ความเสี่ยงต่อภาวะ Fluid Overload

การดื่มน้ำมากเกินทำให้เกิดบวมที่ขาและปอด ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว — อันตรายถึงชีวิต

น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

ประเภทน้ำที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต

1. น้ำกรอง RO (Reverse Osmosis)

เหมาะมากสำหรับผู้ป่วย CKD ระยะ 3–5 เพราะ:

  • กรอง Sodium, Potassium, Phosphorus ออกได้ 95%+
  • กรองโลหะหนักที่เป็นภาระให้ไต
  • TDS ต่ำมาก = ไตทำงานน้อยลง

2. น้ำกลั่น (Distilled Water)

บริสุทธิ์ที่สุด — ไม่มีแร่ธาตุเลย เหมาะกับ CKD ระยะท้ายที่ต้องจำกัดทุกอย่าง แต่รสจืดมาก หลายคนดื่มไม่ลง

3. น้ำเปล่ากรอง (UF + Carbon)

เหมาะกับ CKD ระยะ 1–2 ที่ไตยังทำงานได้พอใช้ — กรองเชื้อโรคและสารปนเปื้อนแต่เก็บแร่ธาตุที่จำเป็น

4. น้ำขวดที่ระบุ Mineral Profile

เลือกน้ำขวดที่ระบุ Sodium, Potassium, Phosphorus บนฉลาก — เลือกที่ Sodium ต่ำ (< 20 mg/L) Potassium ต่ำ Phosphorus ต่ำ

ประเภทน้ำที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง

1. น้ำแร่ที่มี Mineral สูง

น้ำแร่ Premium มี Sodium 50–200 mg/L, Potassium 5–20 mg/L — สูงเกินสำหรับ CKD ขั้นรุนแรง

2. น้ำด่าง Alkaline pH สูง

น้ำด่าง pH 9.5+ อาจรบกวนสมดุลกรด-ด่างที่ไตควบคุม — ระยะ 1–2 ใช้ได้ pH 8.5 ระยะ 3+ ปรึกษาแพทย์

3. น้ำมะพร้าว น้ำผลไม้

Potassium สูงมาก น้ำมะพร้าว 1 ลูก = 600 mg Potassium = เกินขีดจำกัดของ CKD ระยะ 3+ ทันที

4. เครื่องดื่ม Sports Drink

Electrolyte สูง โดยเฉพาะ Potassium และ Sodium — ไม่เหมาะ

5. น้ำอัดลม Cola

มี Phosphoric Acid (กรดฟอสฟอริก) สูง — เพิ่ม Phosphorus ในเลือด ทำลายไต

ปริมาณน้ำตามระยะ CKD

ระยะ CKD GFR ปริมาณน้ำ/วัน หมายเหตุ
CKD 1 ≥ 90 2–3 ลิตร เหมือนคนปกติ
CKD 2 60–89 1.8–2.5 ลิตร ลดลงเล็กน้อย
CKD 3 30–59 1.5–2 ลิตร ระวัง Overload
CKD 4 15–29 1–1.5 ลิตร ตามแพทย์
CKD 5 < 15 500–1,000 มล. ตามแพทย์เคร่งครัด
Dialysis 500–800 มล. + น้ำที่ปัสสาวะออก

สัญญาณที่บอกว่าดื่มน้ำมาก/น้อยเกินไป

ดื่มมากเกิน

  • บวมที่ขา ข้อเท้า
  • หายใจลำบาก
  • นอนราบไม่ได้
  • น้ำหนักขึ้นเร็ว (เกิน 1 กก./วัน)
  • ความดันสูง

ดื่มน้อยเกิน

  • ปัสสาวะเข้ม
  • เวียนหัว
  • ไม่มีแรง
  • ปากแห้ง
  • ค่า Creatinine สูงขึ้น

เคล็ดลับการจัดการน้ำดื่ม

  1. ใช้ขวดน้ำที่บอกปริมาณชัดเจน — Track ได้ทุกวัน
  2. ดื่มเป็นเวลา ไม่กระหายจัด
  3. เคี้ยวน้ำแข็งแทนดื่ม — ช่วยลดความรู้สึกกระหาย
  4. ใช้แก้วใบเล็ก — รู้สึกว่าดื่มมากกว่าจริง
  5. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม — กระตุ้นการกระหาย
  6. ปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนชนิดน้ำ

คำถามที่พบบ่อย

Q: ผู้ป่วยโรคไตดื่มน้ำ RO ได้ไหม?

A: ได้และแนะนำ — RO กรอง Potassium, Phosphorus, Sodium ออก เหมาะกับ CKD ทุกระยะ ปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณ

Q: น้ำด่างทำให้โรคไตแย่ลงไหม?

A: pH 8.5 ปกติไม่เป็นไรในระยะแรก ระยะ 3+ ให้ใช้ pH ปกติ — pH สูงเกินอาจรบกวนสมดุล

Q: ดื่มน้ำมะนาวช่วยล้างไตได้ไหม?

A: ไม่จริง — มะนาวมี Potassium เพิ่ม ไม่ช่วยล้างไต ดื่มน้ำสะอาดตามปริมาณที่แพทย์แนะนำดีที่สุด

การจัดการน้ำสำหรับผู้ป่วยฟอกไต (Dialysis)

ผู้ป่วยที่เริ่มฟอกไตต้องระวัง น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต เป็นพิเศษ เพราะการฟอกไตเอาน้ำส่วนเกินออก

ปริมาณน้ำที่ดื่ม

ปริมาณน้ำ/วัน = ปัสสาวะที่ออก + 500–800 มล.

ตัวอย่าง: ปัสสาวะออก 500 มล./วัน → ดื่มได้ 1,000–1,300 มล./วัน

การ Track น้ำดื่ม

ใช้ขวด 200 มล. แทนแก้ว — นับเป็นขวดได้แม่นกว่า เขียนตารางบนกระดานในครัว

การลดความรู้สึกกระหาย

  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด
  • เคี้ยวน้ำแข็งก้อนเล็กแทนดื่ม
  • อมก้อนน้ำแข็งหรือมะนาวฝานบาง
  • ฉีดสเปรย์น้ำในปาก
  • แปรงฟันบ่อย

อาหารที่กระทบ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

อาหารต้องระวัง (มี Potassium สูง)

  • กล้วย, มะม่วงสุก, ลูกพีช
  • มันฝรั่ง, มะเขือเทศ
  • น้ำผลไม้ทุกชนิด
  • ถั่ว, ดาร์กช็อกโกแลต

อาหารต้องระวัง (มี Phosphorus สูง)

  • นม โยเกิร์ต ชีส
  • เครื่องในสัตว์
  • น้ำอัดลม Cola
  • อาหารแปรรูปที่มี Phosphate Additives

น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต กับการดูแลระบบในระยะยาว

การลงทุนกับ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ไม่ใช่จุดสิ้นสุด — การดูแลและบำรุงรักษาต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบทำงานเต็มประสิทธิภาพและคุ้มทุนระยะยาว ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่พบปัญหาในระยะยาว มักไม่ได้ดูแลตามรอบที่ผู้ผลิตแนะนำ

การวางแผนบำรุงรักษาประจำปี

ทำตาราง Maintenance Schedule รายปีในรูปแบบ Google Calendar หรือสมุดบันทึก — แจ้งเตือนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนถึงรอบ การเปลี่ยนไส้กรองหรือทำความสะอาดควรทำให้ตรงเวลา ไม่ใช่รอจนเกิดปัญหา

การติดตามค่าใช้จ่ายจริง

เก็บใบเสร็จและบันทึกค่าใช้จ่ายทุกครั้ง — ค่าไส้กรอง ค่าบริการ ค่าไฟ ค่าน้ำที่ใช้ในการ Backwash การติดตามตัวเลขจริงช่วยให้รู้ Total Cost of Ownership ที่แท้จริง และเปรียบเทียบกับการอัปเกรดในอนาคต

การวัดประสิทธิภาพประจำ

ทุก 3–6 เดือน ตรวจคุณภาพน้ำขาออกของระบบ — ใช้ Test Kit หรือ TDS Meter ราคา 200–500 บาท ทำเองได้ ถ้าค่าต่างจากตอนเริ่มใช้เกิน 20% แสดงว่าระบบเริ่มเสื่อม ต้องตรวจสอบหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน

น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต กับเทรนด์ปี 2026

ปี 2026 วงการเครื่องกรองน้ำมีเทรนด์ใหม่หลายอย่างที่กระทบ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต โดยตรง การเข้าใจเทรนด์ช่วยให้เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับอนาคต

1. Smart IoT Integration

เครื่องกรองน้ำรุ่นใหม่เชื่อมต่อ Internet ของ Things (IoT) — ดูข้อมูลผ่าน App, สั่งจองบริการอัตโนมัติ, รับการแจ้งเตือนเมื่อมีปัญหา การลงทุนในเทคโนโลยี IoT แม้แพงกว่าเล็กน้อย คุ้มในระยะยาวเพราะลดการลืม Maintenance

2. Sustainability และ Circular Economy

ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม — เลือกระบบที่ลดน้ำทิ้ง (RO Tankless อัตราส่วน 1:1 แทน 1:3), ไส้กรองที่ Recycle ได้, แบรนด์ที่มี Take-back Program ของไส้กรองเก่า

3. Water Quality Crisis Awareness

หลังประสบการณ์ PFAS, Microplastics, Pharmaceutical Contamination ในหลายประเทศ ผู้บริโภคต้องการระบบที่กรองสาร “ใหม่” เหล่านี้ — NSF/ANSI 401 และ 473 เป็นมาตรฐานใหม่ที่ควรมองหา

4. AI-powered Personalization

ระบบ AI วิเคราะห์การใช้น้ำของแต่ละบ้าน — แนะนำการเปลี่ยนไส้กรอง, จังหวะดื่ม, และระดับ pH ที่เหมาะกับสุขภาพสมาชิกแต่ละคน

5. Direct-to-Consumer Brands

แบรนด์ออนไลน์ราคาประหยัด ส่งไส้กรอง Subscription Model — ลดต้นทุนตรงกลาง ราคาถูกกว่า Traditional Brands 30–50%

คำแนะนำสำหรับการเลือก น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ในปี 2026

การเลือก น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ที่เหมาะในยุคปัจจุบัน ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เหมือนเมื่อ 5–10 ปีก่อน

1. ดู Certifications มากกว่า Brand

ปัจจุบันมีแบรนด์ใหม่หลายเจ้าที่คุณภาพดีพอกับแบรนด์ดั้งเดิม — เลือกที่ NSF/ANSI 42, 53, 58, 401 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของคุณ ดีกว่าเลือกจากชื่อแบรนด์

2. คำนวณ Total Cost of Ownership 5 ปี

ราคาเครื่องเริ่มต้นเป็นแค่ 30–40% ของต้นทุนรวม — ค่าไส้กรอง ค่าไฟ ค่าน้ำทิ้ง ค่าซ่อม รวมกันเป็น 60–70% เลือกที่ TCO 5 ปีต่ำที่สุด

3. ตรวจสอบบริการหลังการขายในพื้นที่

แบรนด์ Premium บางเจ้าไม่มีศูนย์บริการในต่างจังหวัด — ถ้าอยู่ต่างจังหวัด เลือกแบรนด์ที่มีตัวแทนใกล้ที่สุด

4. รีวิวจากผู้ใช้จริงในไทย

ดูใน Pantip, Facebook Group, Google Reviews — รีวิวจากผู้ใช้จริงในไทยบ่งบอกประสบการณ์ใช้งานในสภาพน้ำของไทยได้ดีกว่ารีวิวจากต่างประเทศ

5. ทดลองใช้ก่อนซื้อ

แบรนด์ใหญ่หลายเจ้ามี Demo ที่บ้านฟรี 1–2 สัปดาห์ — ใช้ดูคุณภาพน้ำ การทำงาน เสียง การใช้พื้นที่ ก่อนตัดสินใจซื้อ

ความเชื่อผิดเกี่ยวกับ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

ความเชื่อผิดที่ 1: “ยิ่งแพงยิ่งดี”

ไม่จริงเสมอ — เครื่องราคา 30,000 บาทอาจเหมาะกับครอบครัวบางคน แต่อีกครอบครัวต้องการเครื่อง 8,000 บาทพอ การเลือกตามความเหมาะสมกับการใช้งานจริงคุ้มกว่า

ความเชื่อผิดที่ 2: “เครื่องนำเข้าดีกว่าของไทย”

ไม่จริง — ระบบกรองน้ำเป็นเทคโนโลยีที่ Mature แล้ว แบรนด์ไทยใช้ส่วนประกอบมาตรฐานเดียวกัน (Filmtec Membrane, Carbon Block จากผู้ผลิตเดียวกัน) คุณภาพเทียบเท่า ราคาถูกกว่า บริการดีกว่า

ความเชื่อผิดที่ 3: “ไส้กรองทดแทนจาก Amazon ถูกกว่า”

จริงในแง่ราคา แต่ไม่จริงในแง่คุณภาพ — ไส้กรองเทียบไม่ได้คุณภาพ แม้ Specifications ใกล้เคียง การใช้ไส้กรองนอกเหนือจากที่แบรนด์แนะนำมักหมดการรับประกัน

ความเชื่อผิดที่ 4: “เปลี่ยนไส้กรองตอนรู้สึกน้ำไม่ดีก็ทัน”

ผิด — เมื่อรู้สึกได้ว่าน้ำเปลี่ยน ไส้กรองอิ่มตัวมานานแล้ว และอาจปล่อยสารที่ดูดซับไว้กลับเข้าน้ำ เปลี่ยนตามรอบที่กำหนดดีที่สุด

การบริการหลังการขายและรับประกันสำหรับ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

การเลือก น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ที่ดีไม่ใช่แค่ดูสเปก ราคา แต่ต้องพิจารณาบริการหลังการขายที่ครอบคลุม การมีบริการที่ดีช่วยปกป้องการลงทุนระยะยาว 5–10 ปี

การรับประกันมาตรฐาน

ส่วนใหญ่รับประกัน 1 ปีสำหรับตัวเครื่อง — ครอบคลุมความผิดพลาดจากการผลิต ไม่รวมการใช้งานผิด แบรนด์ Premium ขยายเป็น 2–3 ปีได้ถ้าจ่ายเพิ่ม

การรับประกันชิ้นส่วนหลัก

  • มอเตอร์: 2–3 ปี
  • เมมเบรน RO: 1 ปี Performance
  • แผ่นเพลท Ionizer: 5–10 ปี
  • ระบบไฟ: 1 ปี
  • Housing และโครงสร้าง: 5 ปี

บริการที่ครอบคลุม

  • ติดตั้งฟรี (ถ้าซื้อตรงจากตัวแทน)
  • เช็คประจำปี 1 ครั้ง/ปี
  • ซ่อมในรับประกัน
  • เปลี่ยนไส้กรองในราคา Member
  • ปรึกษา Call Center 24/7

บริการที่ต้องจ่ายเพิ่ม

  • ย้ายเครื่อง (เมื่อย้ายบ้าน)
  • เปลี่ยนไส้กรองนอกกำหนด
  • ซ่อมจากความเสียหายที่ลูกค้าทำ
  • Upgrade ระบบ

การเปรียบเทียบราคาตามช่องทางการซื้อ

ราคาของ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต แตกต่างกันตามช่องทางซื้อ — การเลือกช่องทางที่เหมาะช่วยประหยัดได้มาก

1. ตัวแทนแบรนด์

ราคาเต็ม + บริการครบ — แนะนำสำหรับการซื้อเครื่องราคาแพง (เกิน 20,000 บาท) เพราะได้รับประกันและบริการเต็มที่

2. ห้างสรรพสินค้า

ราคาใกล้เคียงตัวแทน + บางครั้งมีโปรโมชั่นพิเศษ — สะดวกในการดูสินค้าจริงก่อนซื้อ

3. Online Marketplace (Lazada, Shopee)

ราคาแข่งขัน + Cashback + Free Shipping — เหมาะสำหรับเครื่องราคาไม่สูงและไส้กรองทดแทน ระวังของ Counterfeit

4. Direct จากโรงงาน

บางแบรนด์ขายตรงจากโรงงาน — ราคาถูกกว่า 20–30% แต่บริการหลังการขายอาจจำกัด

5. Group Buy / Bulk Order

รวมเพื่อนบ้านซื้อพร้อมกัน 5–10 เครื่อง — ได้ราคาส่ง ลด 15–25%

เทคนิคการต่อรองราคาเมื่อซื้อ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

1. เปรียบเทียบ 3 ใบเสนอราคา

ขอใบเสนอราคาจาก 3 ร้าน/ตัวแทน — บอกใบเสนอราคาที่ถูกที่สุดให้ร้านที่ชอบที่สุด ดูว่าลดให้ตามได้ไหม

2. ขอ Bundle Package

ซื้อเครื่อง + ไส้กรองสำรอง 1 ปี — ขอลดราคา Bundle 10–15%

3. เจรจาเรื่องการติดตั้งฟรี

ค่าติดตั้ง 1,500–3,000 บาท — ส่วนใหญ่ขอฟรีได้ถ้าซื้อเครื่องเต็มราคา

4. ขอขยายรับประกัน

ขอเพิ่มจาก 1 ปีเป็น 2 ปีฟรี — ถ้าตัวแทนต้องการปิดการขาย ส่วนใหญ่ให้ได้

5. ต่อรองช่วงโปรโมชั่น

ซื้อช่วง Black Friday, Songkran, Mother’s Day — ลด 15–30% ปกติ

FAQ เพิ่มเติมเกี่ยวกับ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต

Q: น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็กไหม?

A: เหมาะ — ต้องเลือกระบบที่กรองได้สะอาดและมีระบบฆ่าเชื้อ ครอบครัวที่มีเด็กเล็กควรลงทุนเครื่องคุณภาพสูง เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนา

Q: ใช้ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ในต่างจังหวัดได้ไหม?

A: ใช้ได้ — แต่ต้องเลือกแบรนด์ที่มีบริการในพื้นที่ ก่อนซื้อตรวจสอบศูนย์บริการในจังหวัดของคุณ — บางแบรนด์ครอบคลุมแค่กรุงเทพและเมืองใหญ่

Q: ติดตั้ง น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ส่งผลต่อแรงดันน้ำในบ้านไหม?

A: ลดเล็กน้อย 3–5 PSI — ไม่กระทบการใช้งานปกติ ถ้าแรงดันน้ำที่บ้านต่ำมาก ต้องติด Booster Pump เพิ่ม

Q: การประหยัดที่ได้จาก น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต เทียบกับน้ำขวด?

A: ครอบครัว 4 คนดื่ม 8 ลิตร/วัน × 30 บาท/20 ลิตร = 360 บาท/เดือน = 4,320 บาท/ปี — เทียบกับ น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ที่ค่าใช้จ่าย 2,000–5,000 บาท/ปี ประหยัด 30–60%

Q: ขั้นตอนการเปลี่ยนเครื่องเก่าเป็น น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ใหม่?

A: นัดช่างมาถอดเครื่องเก่า + ติดตั้งเครื่องใหม่ในวันเดียวกัน — ค่าบริการ 2,000–4,000 บาท ใช้เวลา 2–4 ชั่วโมง

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

การลงทุน น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต เป็นการลงทุนระยะยาว — ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจช่วยให้เลือกได้ตรงจุด

1. ตรวจคุณภาพน้ำที่บ้านฟรี

แบรนด์ Premium ส่วนใหญ่มีบริการตรวจคุณภาพน้ำที่บ้านฟรี — รู้ TDS pH Hardness Chlorine ก่อนเลือกระบบ

2. ปรึกษาเรื่องสุขภาพ

ถ้ามีสมาชิกที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน โรคไต ความดัน) — ปรึกษาทั้งผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ เพื่อเลือกน้ำที่เหมาะ

3. ดูพื้นที่ติดตั้งจริง

ขอให้ผู้เชี่ยวชาญมาดูพื้นที่จริง — ใต้ซิ้งก์ ก๊อกน้ำ ปลั๊กไฟ ระบบระบายน้ำ — ก่อนเลือกแบบ Built-in หรือ Countertop

4. ทดลองดื่มน้ำจากเครื่อง

ขอลองดื่มน้ำจากเครื่องที่จะซื้อ — รสและกลิ่นต่างกัน เลือกที่ครอบครัวชอบที่สุด

5. ปรึกษาเรื่อง Maintenance

ถามรายละเอียดเรื่องการเปลี่ยนไส้กรอง การทำความสะอาด ค่าบริการรายปี ก่อนตัดสินใจ

สรุป: น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต ต้องระวังทั้งปริมาณและประเภท

น้ำดื่มผู้ป่วยโรคไต สรุปสั้น:

  • เลือก RO หรือน้ำกรองที่มี Mineral ต่ำ
  • หลีกเลี่ยงน้ำแร่ น้ำมะพร้าว Sports Drink
  • ปริมาณตามระยะของโรค ปรึกษาแพทย์
  • Track ปริมาณดื่มทุกวัน

ถ้าต้องการระบบกรองที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต ทีม B Health มีเครื่อง RO ที่กรอง Mineral ออกได้ครบ ปรึกษาฟรีและช่วยเลือกระบบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคไต