ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน? คำนวณตามน้ำหนักตัว อายุ และกิจกรรม ปี 2026

ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน? คำนวณตามน้ำหนักตัว อายุ และกิจกรรม ปี 2026

“วันละ 8 แก้ว” คือกฎที่หลายคนได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่จริงๆ แล้ว ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ที่เพียงพอแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับ น้ำหนักตัว อายุ ระดับกิจกรรม สภาพอากาศ และสุขภาพ การดื่มน้อยหรือมากเกินไปทั้งคู่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บทความนี้สอนคำนวณปริมาณน้ำที่เหมาะกับตัวเองอย่างแม่นยำ

ก่อนเข้าเนื้อหา ถ้าสนใจว่าน้ำที่ดื่มควรเป็นอุณหภูมิเท่าไหร่ อ่านเสริมที่ ดื่มน้ำเย็น vs น้ำอุ่น เพื่อตัดสินใจอุณหภูมิที่เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา

สูตรพื้นฐาน: คำนวณน้ำดื่มตามน้ำหนักตัว

วิธีที่ง่ายที่สุดในการตอบคำถาม “ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน” คือคำนวณตามน้ำหนักตัวด้วยสูตร:

น้ำหนัก (กก.) × 30–35 มล.

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกายหนัก

ตัวอย่างคำนวณ

  • คนน้ำหนัก 45 กก. → 1,350–1,575 มล./วัน (~6 แก้ว)
  • คนน้ำหนัก 55 กก. → 1,650–1,925 มล./วัน (~7 แก้ว)
  • คนน้ำหนัก 65 กก. → 1,950–2,275 มล./วัน (~8 แก้ว)
  • คนน้ำหนัก 75 กก. → 2,250–2,625 มล./วัน (~9 แก้ว)
  • คนน้ำหนัก 85 กก. → 2,550–2,975 มล./วัน (~10 แก้ว)
  • คนน้ำหนัก 100 กก. → 3,000–3,500 มล./วัน (~12 แก้ว)

สูตรนี้ใช้แทนกฎ “วันละ 8 แก้ว” ได้แม่นกว่า เพราะ 8 แก้ว = 2 ลิตร เหมาะกับคนน้ำหนัก 65 กก. เท่านั้น คนตัวเล็กกว่าหรือใหญ่กว่าต้องปรับ

ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน

ปรับปริมาณตามอายุ

อายุมีผลต่อความต้องการน้ำของร่างกาย เพราะ Composition ของร่างกายและ Metabolism เปลี่ยนไป

ช่วงอายุ ปริมาณน้ำต่อวัน หมายเหตุ
ทารก 0–6 เดือน นมแม่/นมผงเป็นหลัก ไม่ต้องดื่มน้ำเพิ่ม
ทารก 6–12 เดือน 500–800 มล. (น้ำ + นม) เริ่มให้น้ำได้
เด็ก 1–3 ปี 900–1,300 มล. นมยังเป็นแหล่งหลัก
เด็ก 4–8 ปี 1,000–1,400 มล. ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มได้
เด็ก 9–13 ปี 1,600–1,800 มล. ออกกำลังกายต้องเพิ่ม
วัยรุ่น 14–18 ปี 1,800–2,500 มล. เผื่อโต+กิจกรรม
วัยผู้ใหญ่ 19–50 ปี 2,000–2,800 มล. คำนวณตามน้ำหนัก
วัยกลางคน 51–70 ปี 1,800–2,500 มล. ไตเริ่มอ่อน อย่าเกิน
ผู้สูงอายุ 70+ ปี 1,500–2,200 มล. ตามแพทย์แนะนำ

ผู้สูงอายุมักรู้สึกกระหายน้ำน้อยกว่าความเป็นจริง — Trigger ความรู้สึกกระหายอ่อนลงตามอายุ ทำให้ขาดน้ำได้ง่าย จึงควรดื่มน้ำเป็นเวลาแม้ไม่รู้สึกกระหาย ดูเพิ่มเติมที่ น้ำดื่มผู้สูงอายุ

ปรับตามระดับกิจกรรม

กิจกรรมที่ทำมีผลใหญ่ที่สุดต่อ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ในความเป็นจริง คนที่ออกกำลังกาย 2 ชั่วโมงต่อวันต้องการน้ำมากกว่าคนนั่งทำงานออฟฟิศ 2–3 เท่า

ระดับ Sedentary (นั่งทำงานทั้งวัน)

ใช้สูตรพื้นฐาน น้ำหนัก × 30 มล. ระวังขาดน้ำเงียบในห้องแอร์ที่ผิวระเหยน้ำมาก

ระดับ Light Activity (เดินบ้าง ยืดเส้น)

เพิ่ม 200–500 มล. จากสูตรพื้นฐาน รวมประมาณ 2.5–3 ลิตร/วัน

ระดับ Moderate Activity (ออกกำลังกาย 30–60 นาที 3–4 วัน/สัปดาห์)

เพิ่ม 500–1,000 มล. รวมประมาณ 3–3.5 ลิตร/วัน

ระดับ Heavy Activity (วิ่ง 1+ ชั่วโมง ฟิตเนสจริงจัง)

เพิ่ม 1,000–2,000 มล. รวมประมาณ 3.5–4.5 ลิตร/วัน ในวันออกกำลังกาย ดูคำแนะนำเพิ่มที่ น้ำดื่มสำหรับออกกำลังกาย

ระดับ Extreme (มาราธอน ปั่นจักรยานไกล)

เพิ่ม 2,000+ มล. และต้องเสริมอิเล็กโทรไลต์ด้วย ไม่ใช่แค่น้ำเปล่า

ปรับตามสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

ในประเทศไทยที่ร้อนชื้น ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ต้องเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์มาตรฐานของโลก เพราะเสียน้ำทางเหงื่อมากกว่าประเทศหนาว

หน้าร้อน (มีนาคม–พฤษภาคม)

เพิ่ม 500–1,000 มล. จากปกติ โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้ง ระวัง Heat Stroke ที่เกิดจากการขาดน้ำเฉียบพลัน

หน้าฝน

คล้ายฤดูปกติ แต่อากาศชื้นทำให้เหงื่อระเหยช้า อาจรู้สึกกระหายน้อยกว่าจริง อย่าลดปริมาณการดื่ม

หน้าหนาว (ภาคเหนือ)

ลดลง 200–500 มล. แต่ระวังการขาดน้ำจากอากาศแห้ง ลมหายใจระเหยน้ำมาก

ทำงานในห้องแอร์

เพิ่ม 200–500 มล. เพราะอากาศแห้งในห้องแอร์ทำให้ผิวระเหยน้ำมากกว่าปกติ — ปัญหาที่หลายคนมองข้าม

กลางแจ้ง/อาคารร้อน

เพิ่ม 500–1,500 มล. ตามชั่วโมงที่อยู่ในสภาพร้อน เหงื่อ 1 ลิตรต้องดื่มน้ำชดเชย 1.5 ลิตร (เพื่อชดเชยอิเล็กโทรไลต์ด้วย)

กรณีพิเศษที่ต้องดื่มมากกว่าปกติ

บางสถานการณ์ที่ความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นจากปกติ — ต้องเข้าใจและปรับการ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ตามนั้น

  • หญิงตั้งครรภ์: เพิ่ม 300 มล./วัน รวม 2.3–3 ลิตร/วัน
  • หญิงให้นมบุตร: เพิ่ม 700 มล./วัน รวม 2.8–3.5 ลิตร/วัน
  • มีไข้: เพิ่ม 500 มล. ทุก 1°C เหนือปกติ 37°C
  • ท้องเสีย/อาเจียน: ดื่ม ORS ทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป
  • ทาน High Protein Diet: เพิ่ม 500–1,000 มล./วัน เพราะโปรตีนต้องการน้ำในการเผาผลาญ
  • ทานคาเฟอีนเยอะ: เพิ่ม 200–400 มล. ต่อกาแฟ 1 แก้ว เพราะคาเฟอีนเป็น Diuretic
  • กินอาหารเค็มจัด: เพิ่มน้ำตามปริมาณเกลือที่ทาน
  • ดื่มแอลกอฮอล์: เพิ่มน้ำ 1.5 เท่าของปริมาณแอลกอฮอล์

กรณีที่ต้องดื่มน้อยกว่าปกติ

บางกลุ่มต้อง จำกัด ปริมาณน้ำดื่ม ไม่ใช่ดื่มเยอะตามใจ

  • โรคไตเรื้อรัง CKD ระยะ 4–5: จำกัดตามแพทย์ ปกติ 800–1,500 มล./วัน
  • โรคหัวใจล้มเหลว (CHF): มักจำกัด 1.5 ลิตร/วัน
  • โรคตับแข็งระยะท้าย: ตามแพทย์สั่ง
  • โรค SIADH: ต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำแพทย์
  • กำลังทาน Lithium: ดื่มน้ำคงที่ ไม่เปลี่ยนปริมาณกระทันหัน

ในกรณีเหล่านี้ ห้ามใช้สูตรคำนวณทั่วไป ต้องปรึกษาแพทย์เป็นการเฉพาะ

อาการขาดน้ำที่หลายคนมองข้าม

คนส่วนใหญ่คิดว่าขาดน้ำ = กระหายน้ำ แต่จริงๆ มีอาการอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณก่อน การรับรู้อาการช่วยให้แก้ก่อนขาดน้ำรุนแรง

อาการระดับเบา (ขาดน้ำ 1–2% ของน้ำหนักตัว)

  • ปวดหัวบ่ายๆ ที่ไม่หายแม้พักผ่อน
  • ขี้ตามาก น้ำลายเหนียว
  • ปัสสาวะสีเข้ม (ปกติควรเหลืองอ่อน)
  • เหนื่อยง่ายช่วง 14:00–16:00
  • ผิวแห้ง ปากแห้งโดยไม่ได้พูดเยอะ
  • ความจำสั้น คิดช้า สมาธิลด

อาการระดับกลาง (ขาดน้ำ 3–5%)

  • กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
  • ความดันโลหิตต่ำ มึน เวียนหัว
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ผิวยุบเมื่อจิ้ม (Tenting)

อาการระดับรุนแรง (ขาดน้ำเกิน 5%) — ต้องพบแพทย์

  • สับสน เลอะเลือน
  • ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะใน 8+ ชั่วโมง
  • หัวใจเต้นรัวมาก
  • ผิวซีด เหงื่อหยุดออก

เคล็ดลับดื่มน้ำให้ครบทุกวัน

รู้แล้วว่า ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน แต่ทำไม่ได้คือปัญหาของหลายคน เทคนิคที่ใช้ได้จริง

  1. ดื่ม 1 แก้วทันทีตื่นนอน — เริ่มต้นวันด้วย Hydration ก่อนกาแฟ
  2. วางขวดน้ำที่โต๊ะทำงาน — เห็นเป็นดื่ม Out of Sight Out of Mind
  3. ตั้งแจ้งเตือนทุก 60–90 นาที — ใช้แอป WaterMinder, Plant Nanny, หรือ Google Reminders
  4. ดื่มก่อนรู้สึกกระหาย — กระหายแล้ว = ขาดน้ำแล้ว 1–2% ระดับเบาแล้ว
  5. ทำเป็นพิธีกรรม — ดื่มก่อนทุกมื้ออาหาร 1 แก้ว = ได้ 3 แก้วฟรี
  6. ใช้น้ำที่รสชาติดี — น้ำกรองสะอาดดื่มง่ายกว่าน้ำประปา หรือใช้ น้ำด่าง Alkaline ที่หลายคนรู้สึกว่ารสกลมกล่อมและดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา
  7. ใช้ขวดที่ระบุเวลา — ขวดน้ำที่มี Marker ระบุเวลา “9 AM = 500 มล.” ช่วย Track ได้ง่าย
  8. ดื่มน้ำผลไม้สดบางครั้ง — แตงโม แตงกวา ใช้แทนน้ำได้ดี

ดื่มน้ำมากเกินไป อันตรายไหม?

หลายคนคิดว่า “ดื่มน้ำเยอะแค่ไหนก็ดี” ความจริงคือ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน มีขีดจำกัด ดื่มมากเกินไปอาจเกิดภาวะ Hyponatremia (โซเดียมในเลือดต่ำ) ที่อันตรายถึงชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยง

  • นักวิ่งมาราธอนที่ดื่มน้ำเปล่าเยอะมาก (เกิน 4 ลิตร) ไม่เสริมเกลือแร่
  • คนทำ Detox/Cleanse แบบเข้มข้น
  • ผู้ป่วยโรคไตหรือหัวใจที่ไม่จำกัดน้ำตามแพทย์

อาการ Hyponatremia

  • คลื่นไส้ ปวดหัว สับสน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตะคริว
  • รุนแรง: ชัก หมดสติ

ปริมาณสูงสุดของไตในการขับน้ำคือ 800–1,000 มล./ชั่วโมง อย่าดื่มเร็วเกินกว่านี้แม้กระหายมาก

คำถามที่พบบ่อย

Q: ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวันถ้าเริ่มลดน้ำหนัก?

A: ใช้สูตรปกติ + เพิ่ม 500 มล. เพราะการเผาผลาญไขมันต้องการน้ำเพิ่ม ดื่มน้ำก่อนอาหาร 30 นาที 1 แก้ว ช่วยลดความรู้สึกหิว

Q: น้ำที่ดื่มต้องเป็นน้ำเปล่าทั้งหมดไหม?

A: ไม่จำเป็น — น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร น้ำซุป ชา กาแฟ (ระวังคาเฟอีน) นับรวมได้ แต่น้ำเปล่าควรเป็นอย่างน้อย 60–70% ของปริมาณรวม

Q: กาแฟทำให้ขาดน้ำจริงไหม?

A: คาเฟอีนเป็น Diuretic อ่อนๆ แต่น้ำในกาแฟชดเชยได้ — กาแฟ 1 แก้วเพิ่มการขับปัสสาวะ ~50 มล. แต่ตัวกาแฟมีน้ำ 200 มล. ดังนั้นยังนับเป็นการดื่มน้ำ

Q: เครื่องดื่มมีน้ำตาลนับเป็นการดื่มน้ำไหม?

A: นับเฉพาะส่วนน้ำ แต่ไม่แนะนำเพราะน้ำตาลทำให้ร่างกายต้องการน้ำเพิ่มเพื่อขับน้ำตาลออก = ขาดน้ำเงียบ ดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

Q: เด็กดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวันถึงพอ?

A: เด็ก 1–3 ปี ประมาณ 1,300 มล. (รวมนมและอาหาร) เด็ก 4–8 ปี ประมาณ 1,200–1,500 มล./วัน วัยรุ่น 2,000–2,500 มล./วัน

Q: ดื่มน้ำก่อนนอน 30 นาทีดีไหม?

A: ดี แต่ไม่ควรเกิน 250 มล. เพราะจะทำให้ตื่นกลางคืนเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำอุ่นช่วยให้นอนหลับได้ดี — ดูเพิ่มที่ ดื่มน้ำเย็น vs น้ำอุ่น

Q: หลังดื่มแอลกอฮอล์ต้องดื่มน้ำเท่าไหร่?

A: 1.5 เท่าของปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม + 500 มล. ก่อนนอน ลด Hangover ได้มาก แอลกอฮอล์เป็น Diuretic ที่ดึงน้ำออกจากร่างกาย

Q: ดื่มน้ำตอนตื่นกลางคืนทำให้นอนไม่หลับไหม?

A: 50–100 มล. ไม่กระทบการนอน ถ้ารู้สึกกระหายมากแสดงว่ากลางวันดื่มไม่พอ ปรับปริมาณดื่มในวันต่อไป

วิธีติดตามการดื่มน้ำในแต่ละวัน

หลายคนที่รู้ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ที่ต้องการ แต่ไม่ Track ก็ทำได้ไม่ตามเป้า มีหลายวิธีติดตามที่ใช้ได้จริง

1. ใช้ขวดน้ำขนาดที่จดจำง่าย

ขวด 500 มล. = ดื่ม 4 ขวด/วัน, ขวด 1 ลิตร = ดื่ม 2 ขวด/วัน ทำให้ Track ได้ง่ายไม่ต้องคำนวณซับซ้อน

2. ใช้แอปติดตาม

  • WaterMinder — แจ้งเตือนและคำนวณตามน้ำหนัก
  • Plant Nanny — Gamification เลี้ยงต้นไม้ตามการดื่มน้ำ
  • Google Fit / Apple Health — รวมกับข้อมูลสุขภาพอื่น

3. ใช้ Smart Water Bottle

ขวดอัจฉริยะที่นับการดื่มอัตโนมัติและส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth ราคา 1,500–3,500 บาท เหมาะกับคนที่จริงจังเรื่องสุขภาพ

4. ตรวจสีปัสสาวะ

วิธีฟรีที่ดีที่สุด — ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน = ดื่มน้ำพอ, สีเข้ม = ขาดน้ำ, ใส = ดื่มมากไป (ระวัง Hyponatremia)

แบบฝึกตารางการดื่มน้ำใน 1 วัน

ตัวอย่างตารางการ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน สำหรับคนน้ำหนัก 65 กก. ที่ทำงานออฟฟิศ ออกกำลังกายเย็น 1 ชั่วโมง รวมเป้า 2.5 ลิตร/วัน

เวลา กิจกรรม ปริมาณดื่ม รวมสะสม
06:30 ตื่นนอน 250 มล. (น้ำอุ่น) 250
07:30 ก่อนอาหารเช้า 200 มล. 450
09:00 ทำงาน 200 มล. 650
10:30 เบรค 200 มล. 850
12:00 ก่อนกินข้าวเที่ยง 250 มล. 1,100
14:00 หลังเที่ยง 200 มล. 1,300
15:30 ทำงาน 200 มล. 1,500
17:00 ก่อนออกกำลังกาย 300 มล. 1,800
18:30 ระหว่างออกกำลังกาย 300 มล. 2,100
20:00 หลังออกกำลังกาย 250 มล. 2,350
21:30 หลังอาหารเย็น 100 มล. 2,450
22:30 ก่อนนอน 100 มล. (น้ำอุ่น) 2,550

ดูจากตารางจะเห็นว่าไม่ต้องดื่มน้ำเป็นลิตรในครั้งเดียว แค่ดื่ม 200–300 มล. ทุก 1–2 ชั่วโมง ก็ครบ 2.5 ลิตรในวันเดียว — ทำได้ไม่ยาก

เครื่องดื่มอื่นๆ ที่นับเป็นการดื่มน้ำ

นอกจากน้ำเปล่า มีเครื่องดื่มหลายอย่างที่นับรวมในการคำนวณ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ได้

นับได้เกือบเต็มที่ (90–100%)

  • น้ำเปล่า น้ำกรอง น้ำแร่
  • น้ำต้มสุก น้ำสมุนไพรไม่หวาน
  • ชาเขียวไม่หวาน

นับได้ปานกลาง (50–80%)

  • กาแฟ (มีน้ำ 200 มล. แต่คาเฟอีนทำให้สูญเสีย ~50 มล.)
  • นมสด (มีสารอาหารและน้ำตาล)
  • น้ำซุปใส น้ำซุปกระดูก
  • น้ำผลไม้สด (มีน้ำตาล)

ไม่ควรนับ (Net Loss)

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • น้ำอัดลม น้ำหวาน (น้ำตาลทำให้ขาดน้ำ)
  • เครื่องดื่มชูกำลังที่มีคาเฟอีนสูง

ความเชื่อผิดเกี่ยวกับการดื่มน้ำที่พบบ่อย

วงการดื่มน้ำเต็มไปด้วยความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การ ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน ที่เหมาะสมต้องเข้าใจข้อเท็จจริงก่อน

ความเชื่อผิดที่ 1: “ต้องดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป๊ะ”

ไม่จริง — 8 แก้ว = 2 ลิตร เหมาะกับคนเฉพาะกลุ่ม คนตัวเล็กดื่ม 1.5 ลิตรก็พอ คนตัวใหญ่ดื่ม 3 ลิตรอาจน้อยไป คำนวณตามน้ำหนักดีกว่าเชื่อตัวเลขสำเร็จรูป

ความเชื่อผิดที่ 2: “ดื่มน้ำเยอะๆ ทำให้ไตทำงานหนัก”

จริงเพียงครึ่งเดียว — ไตปกติรับมือได้ดี ดื่ม 2–3 ลิตร/วัน แต่ผู้ป่วยไตเรื้อรังต้องจำกัด ไม่ใช่คนปกติ

ความเชื่อผิดที่ 3: “กระหายน้ำ = ขาดน้ำเล็กน้อย”

ไม่ใช่ “เล็กน้อย” — กระหายน้ำเริ่มที่ขาดน้ำ 1–2% ของน้ำหนัก ซึ่งเริ่มกระทบสมาธิและประสิทธิภาพการคิดแล้ว ควรดื่มก่อนรู้สึกกระหาย

ความเชื่อผิดที่ 4: “น้ำขวดดีกว่าน้ำกรอง”

ไม่จริงเสมอ — น้ำกรองจากเครื่องกรองที่ดี สะอาดเท่าหรือสะอาดกว่าน้ำขวดบางยี่ห้อ และไม่มีปัญหา Microplastics

ความเชื่อผิดที่ 5: “ดื่มน้ำมากๆ ลดน้ำหนักได้”

ช่วยเล็กน้อย — ดื่มน้ำก่อนอาหารทำให้อิ่มเร็ว ลดอาหาร 100–200 kcal/มื้อ แต่ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก ต้องคู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกาย

ตัวอย่างปริมาณน้ำที่ดื่มตามไลฟ์สไตล์

ไลฟ์สไตล์ A: คนทำงานออฟฟิศ ไม่ออกกำลังกาย

น้ำหนัก 60 กก. นั่งทำงาน 8 ชั่วโมง อยู่ในห้องแอร์ → ดื่ม 1.8–2.2 ลิตร/วัน เพิ่ม 300 มล. สำหรับความแห้งจากแอร์

ไลฟ์สไตล์ B: นักวิ่งสมัครเล่น

น้ำหนัก 70 กก. วิ่ง 1 ชั่วโมง 4 วัน/สัปดาห์ → วันปกติ 2.5 ลิตร วันวิ่ง 3.5 ลิตร เสริมเกลือแร่

ไลฟ์สไตล์ C: คุณแม่เลี้ยงลูก

น้ำหนัก 55 กก. ให้นมบุตร → ดื่ม 2.5–3 ลิตร/วัน เพิ่มจากปกติ 700 มล. เพื่อชดเชยน้ำที่ใช้ผลิตนม

สรุป: ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวันให้พอดี

คำตอบของ “ดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน” ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน คำนวณง่ายๆ ที่บ้านด้วยสูตร:

น้ำหนัก (กก.) × 30 มล. = ปริมาณพื้นฐาน
ปรับตามอายุ + กิจกรรม + สภาพอากาศ + สุขภาพ

สำคัญที่สุดคือคุณภาพน้ำที่ดื่ม ดื่มเยอะแต่น้ำมีคลอรีน โลหะหนัก หรือสารปนเปื้อน ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เลือกเครื่องกรองน้ำ B Health ที่ให้น้ำสะอาดและรสกลมกล่อมสำหรับดื่มประจำ ทำให้คุณดื่มน้ำได้ตามเป้าหมายในแต่ละวันอย่างสบาย ปกป้องสุขภาพและสุขภาพของครอบครัวในระยะยาวครับ