คำถามที่ได้รับบ่อยมากจากลูกค้าต่างจังหวัดคือ “ทำไมเครื่องกรองน้ำรุ่นเดียวกันกับที่กรุงเทพฯ ใช้ได้ดี แต่พอมาใช้ที่บ้านแล้วน้ำออกมาไม่สะอาดเท่า?” คำตอบอยู่ที่ค่า TDS ของน้ำประปาในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บางพื้นที่ต่างจังหวัดมี TDS สูงกว่ากรุงเทพฯ ถึง 4–5 เท่า ทำให้ระบบกรองน้ำที่เพียงพอสำหรับคนกรุงเทพฯ อาจไม่เพียงพอเลยสำหรับคนต่างจังหวัด
บทความนี้จะอธิบายว่า TDS คืออะไร น้ำประปาในแต่ละภูมิภาคของไทยมีค่า TDS เท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุดคือ ควรเลือกเครื่องกรองน้ำระบบไหนถึงจะเหมาะกับพื้นที่ของคุณ สำหรับข้อมูล TDS เพิ่มเติม อ่านได้ที่ TDS ค่าน้ำดื่ม เท่าไหร่ที่ปลอดภัย

TDS คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
TDS ย่อมาจาก Total Dissolved Solids หรือ “ปริมาณสารละลายทั้งหมดในน้ำ” วัดเป็นหน่วย ppm (Parts Per Million) หรือมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ค่า TDS บอกว่าน้ำมีสารที่ละลายอยู่รวมกันเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุ เกลือแร่ โลหะหนัก หรือสารเคมีต่างๆ
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ TDS สูงไม่ได้หมายความว่าน้ำอันตรายเสมอไป และ TDS ต่ำก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำปลอดภัยเสมอไปเช่นกัน TDS เป็นแค่ตัวบ่งชี้ปริมาณสารละลายทั้งหมด ไม่สามารถบอกได้ว่าสารที่ละลายอยู่นั้นเป็นสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี อย่างไรก็ตาม TDS เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากในการเลือกระบบกรองน้ำ เพราะถ้าน้ำมี TDS สูง แสดงว่ามีสารละลายมาก และต้องใช้ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
ค่า TDS ที่ WHO และมาตรฐานไทยแนะนำ
| ระดับ TDS (ppm) | คุณภาพน้ำ | เหมาะสมหรือไม่ |
|---|---|---|
| น้อยกว่า 50 | บริสุทธิ์มาก (เช่น น้ำ RO) | ดื่มได้ แต่ไม่มีแร่ธาตุ |
| 50–150 | ดีเยี่ยม | ✅ เหมาะสมที่สุดสำหรับดื่ม |
| 150–300 | ดี | ✅ อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ |
| 300–500 | พอใช้ได้ | ⚠️ ควรกรองก่อนดื่ม |
| 500–1,000 | ต่ำกว่ามาตรฐาน | ❌ ต้องกรองด้วย RO |
| มากกว่า 1,000 | ไม่เหมาะสำหรับดื่ม | ❌ ต้องกรองด้วย RO เท่านั้น |
ทำไมกรุงเทพฯ ถึงมี TDS ต่ำกว่าหลายพื้นที่ในไทย?
การประปานครหลวง (Metropolitan Waterworks Authority หรือ MWA) ใช้แหล่งน้ำดิบหลักจาก 2 แหล่ง คือแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นน้ำผิวดินที่มีปริมาณแร่ธาตุละลายต่ำกว่าน้ำใต้ดิน ประกอบกับ MWA มีกระบวนการบำบัดน้ำที่ครบวงจรและทันสมัย ตั้งแต่การตกตะกอน การกรอง ไปจนถึงการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนและโอโซน ทำให้น้ำที่ส่งถึงบ้านมีคุณภาพสูงและ TDS อยู่ในระดับ 100–180 ppm ซึ่งถือว่าดีมาก
ในทางกลับกัน หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดใช้น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำหลัก ซึ่งผ่านชั้นหินและดินที่มีแร่ธาตุสูง ทำให้น้ำมีแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุอื่นๆ ละลายอยู่ในปริมาณมาก บางพื้นที่ชายทะเลยังมีปัญหาน้ำเค็มรั่วซึมเข้าสู่แหล่งน้ำใต้ดินด้วย
ค่า TDS น้ำประปาในแต่ละภูมิภาคของไทย
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ตามแหล่งน้ำและฤดูกาล การวัดด้วยตัวเองเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด
| พื้นที่ | TDS เฉลี่ย (ppm) | ลักษณะน้ำ | ปัญหาหลัก |
|---|---|---|---|
| กรุงเทพฯ (MWA) | 100–180 | สะอาดดี | กลิ่นคลอรีน |
| นนทบุรี สมุทรปราการ | 150–250 | ดีพอใช้ | คลอรีนและตะกอนบ้าง |
| ปทุมธานี อยุธยา | 150–300 | ตามแหล่งน้ำ | ผันแปรตามฤดูกาล |
| ชลบุรี ระยอง | 300–600 | TDS สูง | น้ำกระด้าง อาจมีเหล็ก |
| สมุทรสาคร สมุทรสงคราม | 200–500 | อาจมีความเค็มปน | คลอไรด์สูง |
| เชียงใหม่ เชียงราย | 80–150 | สะอาดมาก | กลิ่นคลอรีนเล็กน้อย |
| ขอนแก่น อุดรธานี | 200–400 | น้ำกระด้างปานกลาง | แคลเซียมสูง คราบขาว |
| นครราชสีมา | 300–500 | น้ำกระด้างค่อนข้างสูง | หินปูนสูง |
| สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช | 150–350 | แตกต่างตามพื้นที่ | บางพื้นที่มีเหล็กสูง |
| ภูเก็ต กระบี่ | 200–500 | ชายทะเล อาจมีเค็มปน | คลอไรด์ โซเดียมสูง |
| หาดใหญ่ สงขลา | 150–300 | ปานกลาง | TDS สูงในฤดูแล้ง |
เปรียบเทียบกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ทีละมิติ
มิติที่ 1: ค่า TDS
กรุงเทพฯ เฉลี่ย 100–180 ppm ส่วนต่างจังหวัดที่มีปัญหาที่สุดอย่างชลบุรีหรือภูเก็ต อาจสูงถึง 600 ppm ซึ่งต่างกันมากกว่า 3–4 เท่า ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเลือกระบบกรองน้ำ
มิติที่ 2: กลิ่นคลอรีน
น้ำประปากรุงเทพฯ มักมีกลิ่นคลอรีนสูงกว่าบางจังหวัด เพราะ MWA ต้องใช้คลอรีนเพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อนเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำตลอดเส้นทางท่อที่ยาวมาก ต่างจากการประปาภูมิภาคที่บางแห่งมีท่อสั้นกว่าและใช้คลอรีนน้อยกว่า
มิติที่ 3: ความกระด้างของน้ำ
น้ำกระด้าง (Hard Water) คือน้ำที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมละลายอยู่สูง ปัญหานี้พบบ่อยมากในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคใต้ สังเกตได้จากคราบขาวในกาน้ำ ก๊อกน้ำ และอ่างอาบน้ำ น้ำกระด้างไม่เป็นอันตรายโดยตรง แต่ทำให้ใช้สบู่และผงซักฟอกได้ไม่ดี และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้น้ำเสียเร็วขึ้น
มิติที่ 4: สนิมและตะกอน
น้ำประปาในหลายพื้นที่ต่างจังหวัดที่ใช้ท่อเก่า หรือพื้นที่ที่น้ำใต้ดินมีเหล็กสูง มักมีปัญหาน้ำสีเหลืองหรือสีน้ำตาล โดยเฉพาะตอนเช้าหลังน้ำนิ่งอยู่ในท่อทั้งคืน ซึ่งต้องการไส้กรองตะกอนที่ดีเป็นพิเศษ
วิธีเช็ค TDS น้ำในบ้านตัวเองใน 3 นาที
ไม่ต้องส่งน้ำไปแลป ไม่ต้องรอผลหลายวัน แค่ซื้อ TDS Meter ราคา 100–300 บาทจาก Lazada หรือ Shopee ก็ทำได้ทันที
ขั้นตอน:
- เปิดก๊อกน้ำทิ้งก่อน 30 วินาที เพื่อไล่น้ำที่นิ่งอยู่ในท่อออกไป เพราะน้ำที่นิ่งนาน TDS อาจสูงกว่าปกติ
- รองน้ำใส่แก้วหรือจุ่ม TDS Meter โดยตรง ที่ก๊อกน้ำ
- รอ 10–15 วินาที จนค่าคงที่
- อ่านค่า และเปรียบเทียบกับตารางด้านบน
- ทดสอบซ้ำ 2–3 ครั้ง ในเวลาต่างกัน เช้า กลางวัน เย็น เพราะ TDS อาจต่างกันได้ในแต่ละช่วงวัน
เช็คเพิ่มเติม: ถ้ามีเครื่องกรองน้ำอยู่แล้ว ให้วัดทั้งน้ำก่อนกรองและน้ำหลังกรอง เพื่อดูว่าเครื่องลด TDS ได้เท่าไหร่ ถ้าน้ำหลังกรองมี TDS สูงกว่า 50 ppm สำหรับ RO หรือสูงกว่าน้ำก่อนกรองในกรณีของ Carbon/UF แสดงว่าไส้กรองอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว ดูวิธีทดสอบน้ำเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทดสอบคุณภาพน้ำประปาที่บ้าน
เลือกเครื่องกรองน้ำตาม TDS ในพื้นที่ของคุณ
กลุ่มที่ 1: TDS ต่ำกว่า 200 ppm (กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย)
น้ำในพื้นที่นี้ค่อนข้างสะอาดอยู่แล้ว ปัญหาหลักมักเป็นกลิ่นและรสชาติจากคลอรีน ไม่ใช่สารอันตรายในระดับสูง ระบบ Carbon Block หรือ UF เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่จำเป็นต้องลงทุน RO ถ้าไม่ได้มีความต้องการพิเศษ
แนะนำ:
- Carbon Block เช่น 3M AP Easy C-Complete สำหรับลดกลิ่นคลอรีนและตะกอน
- UF เช่น Mitsubishi Cleansui ถ้าต้องการกรองเชื้อโรคด้วยแต่ยังอยากได้แร่ธาตุ
- เครื่องทำน้ำด่าง B Health NEX PLUS ถ้าต้องการน้ำที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด
กลุ่มที่ 2: TDS 200–400 ppm (ปริมณฑล ภาคกลาง บางพื้นที่อีสาน)
TDS ระดับนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน WHO แต่อยู่ในระดับที่ควรกรองก่อนดื่ม โดยเฉพาะถ้ามีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุในบ้าน การเลือก RO จะให้ความปลอดภัยสูงกว่า แต่ UF ก็ยังพอได้ถ้าน้ำไม่มีปัญหาโลหะหนัก
แนะนำ:
- RO Tankless เช่น Xiaomi Smart Water Purifier 400G เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในกลุ่มนี้
- UF เช่น Mitsubishi Cleansui CB073E ถ้า TDS อยู่ในระดับต่ำของกลุ่มนี้และน้ำไม่มีโลหะหนัก
- เครื่องทำน้ำด่าง B Health เหมาะมากสำหรับพื้นที่นี้ เพราะให้น้ำด่างที่ปรับ pH แล้ว
กลุ่มที่ 3: TDS 400 ppm ขึ้นไป (ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต บางพื้นที่ภาคใต้และอีสาน)
TDS ระดับนี้เกินมาตรฐาน WHO อย่างชัดเจน ต้องการ RO เพื่อลด TDS ลงมาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย Carbon Block และ UF ไม่สามารถลด TDS ได้ จึงไม่เพียงพอสำหรับพื้นที่เหล่านี้
แนะนำ:
- RO 5 ขั้น เช่น iSpring RCC7 หรือ Xiaomi สำหรับงบปานกลาง
- RO 6 ขั้น + Alkaline เช่น iSpring RCC7AK สำหรับคนที่ต้องการทั้ง RO และการปรับ pH
- ถ้า TDS สูงมาก (เกิน 600 ppm) ควรเลือก RO ที่มี GPD สูงพอ เช่น 75–400 GPD
กลุ่มที่ 4: น้ำกระด้าง (บางพื้นที่ภาคอีสาน ภาคตะวันออก)
น้ำกระด้างมีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงมาก ทำให้เกิดคราบขาวและทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียเร็ว RO กรองได้ดี แต่ถ้าต้องการรักษาน้ำอ่อนสำหรับทุกก๊อกในบ้าน (ไม่ใช่แค่น้ำดื่ม) อาจพิจารณาเพิ่มไส้กรอง Resin สำหรับลดความกระด้างก่อนเข้าระบบหลัก
ปัญหาเฉพาะพื้นที่และวิธีแก้
น้ำมีสีเหลือง/น้ำตาล (เหล็กสูง)
พบในหลายพื้นที่ภาคใต้และบางพื้นที่ภาคอีสาน เหล็กในน้ำมากกว่า 0.3 ppm จะทำให้น้ำมีสีและกลิ่นโลหะ ทางแก้คือใช้ไส้กรองตะกอน PP ขนาด 5 ไมครอนก่อน ตามด้วย RO ที่กำจัดเหล็กได้ดี หรือในกรณีที่เหล็กสูงมากอาจต้องใช้ไส้กรองออกซิไดซ์เหล็กโดยเฉพาะก่อนเข้าระบบหลัก
น้ำมีกลิ่นไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์)
พบในน้ำบาดาลบางพื้นที่ กลิ่นไข่เน่าเกิดจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดจากแบคทีเรียในน้ำใต้ดิน Carbon Block ช่วยลดกลิ่นได้ดี แต่ถ้ากลิ่นแรงมากควรใช้ระบบ Aeration ก่อนเข้าเครื่องกรอง
น้ำมีรสเค็ม (โซเดียมและคลอไรด์สูง)
พบในพื้นที่ชายทะเลและบางพื้นที่ภาคใต้ที่น้ำทะเลซึมเข้าสู่แหล่งน้ำใต้ดิน RO เป็นเพียงระบบเดียวที่กรองโซเดียมและคลอไรด์ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ Carbon Block และ UF ไม่สามารถลดความเค็มได้
ตัวอย่างจริง: เลือกเครื่องกรองน้ำตามพื้นที่
กรณีที่ 1: คนกรุงเทพฯ คอนโดชั้น 10 TDS น้ำประปา 150 ppm
ปัญหาหลักคือกลิ่นคลอรีน แรงดันน้ำอาจต่ำเพราะอยู่ชั้นสูง
แนะนำ: Philips AUT2017 (ติดหัวก๊อก Carbon + UF) ไม่ต้องเจาะท่อ กรองคลอรีนและกลิ่นได้ดี หรือถ้าอยากได้น้ำด่าง ติดต่อทีม B Health เพื่อตรวจสอบแรงดันน้ำก่อนติดตั้ง
กรณีที่ 2: บ้านในชลบุรี TDS น้ำประปา 450 ppm
TDS สูง น้ำอาจกระด้าง มีคราบขาวในอุปกรณ์
แนะนำ: RO 5–6 ขั้นตอน เช่น Xiaomi 400G หรือ iSpring RCC7 บวกกับไส้กรองตะกอน PP ก่อนเข้าเครื่อง เพื่อปกป้องเมมเบรน
กรณีที่ 3: บ้านในขอนแก่น TDS น้ำประปา 350 ppm น้ำกระด้าง
น้ำกระด้าง มีคราบขาว TDS ค่อนข้างสูง
แนะนำ: RO ใต้ซิ้งก์ + ไส้กรอง Resin สำหรับน้ำดื่ม และถ้างบเพียงพอ พิจารณาระบบ Water Softener สำหรับน้ำทั้งบ้านเพื่อแก้ปัญหาคราบขาวด้วย
กรณีที่ 4: บ้านในเชียงใหม่ TDS น้ำประปา 120 ppm
น้ำสะอาดมาก ปัญหาน้อย
แนะนำ: Mitsubishi Cleansui CB073E หรือเครื่องทำน้ำด่าง B Health NEX PLUS เหมาะมาก เพราะน้ำต้นทางดี ระบบไม่ต้องทำงานหนัก อายุไส้กรองจะยาวกว่าพื้นที่ที่น้ำ TDS สูงมาก
คำถามที่พบบ่อย
Q: TDS ของน้ำ RO ควรอยู่ที่เท่าไหร่?
A: โดยทั่วไปน้ำ RO ที่ออกจากเครื่องที่ทำงานปกติควรมี TDS ต่ำกว่า 30–50 ppm ถ้าสูงกว่านี้มากหลังจากเปลี่ยนไส้กรองใหม่แล้ว อาจหมายความว่าเมมเบรน RO เริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
Q: ซื้อ TDS Meter แบบไหนดีที่สุด?
A: สำหรับการใช้งานทั่วไปในบ้าน TDS Meter ราคา 150–300 บาทก็เพียงพอ แบรนด์ที่นิยมได้แก่ HM Digital, Apera, หรือแบบ Generic ที่ขายทั่วไปใน Lazada ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบราคาแพง เพราะความแม่นยำของรุ่นราคา 200 บาทกับ 2,000 บาทต่างกันน้อยมากสำหรับการใช้งานในบ้าน
Q: TDS น้ำประปาในบ้านสูงมาก แต่ TDS น้ำประปาตามมาตรฐาน MWA ต่ำ ทำไม?
A: อาจเกิดจากท่อประปาในบ้านเก่าและมีสนิมสะสม ทำให้น้ำรับตะกอนและสนิมระหว่างผ่านท่อ แนะนำให้เช็คว่าบ้านใช้ท่อเหล็กกัลวาไนซ์เก่าอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ควรเพิ่มไส้กรองตะกอน PP ก่อนเข้าบ้าน และพิจารณาเปลี่ยนท่อน้ำในบ้านระยะยาว
Q: ถ้าวัด TDS แล้วได้ค่า 300 ppm ควรซื้อ RO ทันทีไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องรีบครับ 300 ppm ยังอยู่ในระดับที่ WHO ยอมรับได้ แต่ถ้ามีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุในบ้าน หรือถ้าน้ำมีกลิ่นหรือรสชาติผิดปกติ การลงทุน RO เป็นทางเลือกที่ดีเพื่อความปลอดภัยระยะยาว ปรึกษาทีม B Health ได้เลยเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ
Q: น้ำประปาที่บ้านมีกลิ่นคลอรีนแรงมาก แปลว่า TDS สูงไหม?
A: ไม่จำเป็นครับ กลิ่นคลอรีนและค่า TDS เป็นคนละเรื่องกัน กลิ่นคลอรีนแรงอาจหมายความว่าการประปาในพื้นที่ใช้คลอรีนมาก แต่ TDS อาจยังต่ำอยู่ก็ได้ เช่น น้ำประปากรุงเทพฯ บางช่วงมีกลิ่นคลอรีนแรงแต่ TDS ก็ยังอยู่แค่ 100–180 ppm วิธีแก้กลิ่นคลอรีนที่ดีที่สุดคือ Carbon Block ไม่จำเป็นต้องใช้ RO
สรุป: เลือกระบบกรองน้ำให้ตรงกับ TDS ในพื้นที่
การรู้ค่า TDS น้ำในบ้านก่อนซื้อเครื่องกรองน้ำเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด ใช้เวลาแค่ 2–3 นาทีและเงินแค่ 200 บาทสำหรับ TDS Meter แต่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องผิดประเภทแล้วมาเสียดายทีหลัง
- TDS ต่ำกว่า 200 ppm → Carbon หรือ UF เพียงพอ หรืออัปเกรดเป็น Alkaline Ionizer เพื่อสุขภาพ
- TDS 200–400 ppm → RO แนะนำ หรือ UF ถ้าน้ำไม่มีโลหะหนัก
- TDS สูงกว่า 400 ppm → RO จำเป็น เลือกรุ่นที่มี GPD เพียงพอกับปริมาณการใช้งาน
- น้ำกระด้างสูง → RO + Resin Filter หรือ Water Softener
ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ของคุณเหมาะกับระบบไหน? ติดต่อทีม B Health เพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับสภาพน้ำในพื้นที่ของคุณโดยเฉพาะ ทีมงานมีประสบการณ์มากกว่า 15 ปีในการแก้ปัญหาน้ำดื่มทั่วประเทศไทยครับ

